ข่าว

บอร์ด คปภ. รับคำขอเลิกประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยของอาคเนย์และไทยประกันภัย

< >
วันที่เผยแพร่: 
28 มกราคม 2565

บอร์ด คปภ. รับคำขอเลิกประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยของอาคเนย์และไทยประกันภัย

พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขฯ เพื่อพิทักษ์ประโยชน์ผู้บริโภค ให้ปฏิบัติให้แล้วเสร็จ ก่อนเสนอบอร์ด คปภ. เพื่อพิจารณาว่าจะอนุญาตให้เลิกกิจการหรือไม่ ในระหว่างนี้บริษัททั้งสองยังต้องดำเนินการประกอบธุรกิจตามปกติ โดยประชาชนยังสามารถยื่นเคลมประกันภัยได้
.................................
นายอดิศร  พิพัฒน์วรพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการ สายกฎหมายและคดี สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) เปิดเผยว่า ตามที่บริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้มีหนังสือยื่นคำขออนุญาตเลิกประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย ตามมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้มีผลทันทีนับตั้งแต่วันที่แผนการเลิกประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยของบริษัทได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คณะกรรมการ คปภ.) และทั้ง 2 บริษัทจะคืนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยต่อไป โดยขออนุมัติให้กองทุนประกันวินาศภัยเป็นผู้เข้ามาอำนวยการที่เกี่ยวข้องกับการเลิกประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยของบริษัทตามหลักเกณฑ์และแนวทางที่กองทุนประกันวินาศภัยกำหนด นั้น
ในเรื่องนี้ สำนักงาน คปภ. ได้มีการตั้งคณะทำงานพิจารณาคำขอเลิกประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย ซึ่งมีรองเลขาธิการ ด้านกำกับ เป็นประธานคณะทำงาน โดยมีรองเลขาธิการ ด้านตรวจสอบ และรองเลขาธิการ ด้านกฎหมาย คดี และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ และมีผู้ช่วยเลขาธิการสายงานที่เกี่ยวข้องเป็นคณะทำงาน โดยได้มีประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ ต่อมาสำนักงาน คปภ. ได้นำเรื่องเข้าคณะอนุกรรมการกฎหมายเพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าว โดยให้บริษัทได้มีโอกาสเข้าร่วมชี้แจงด้วย โดยคณะอนุกรรมการฯมีความเห็นว่า คณะกรรมการ คปภ. ยังไม่สามารถพิจารณาอนุญาตให้บริษัทเลิกกิจการได้ เนื่องจากบริษัทต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาเพื่อพิทักษ์ประโยชน์ของผู้เอาประกันภัย ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย หรือผู้มีส่วนได้เสียให้ครบถ้วนก่อนตามที่คณะกรรมการ คปภ. กำหนด ตามมาตรา 57 ให้เสร็จสิ้นก่อน คณะกรรมการ คปภ. จึงจะอนุญาตให้บริษัทเลิกกิจการได้ สำนักงาน คปภ. จึงได้นำวาระดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คณะกรรมการ คปภ.) ครั้งที่ 1/2565 ในวันนี้ (วันที่ 28 มกราคม 2565) โดยบอร์ด คปภ. ได้พิจารณาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และความเห็นของคณะอนุกรรมการกฎหมายโดยละเอียดแล้วมีมติว่าเพื่อให้เป็นไปตามความในมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 จึงให้รับคำขอกรณีบริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ขอเลิกประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย โดยเพื่อพิทักษ์ประโยชน์ของผู้เอาประกันภัย ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย หรือผู้มีส่วนได้เสีย จึงได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาที่ให้บริษัททั้งสองปฏิบัติให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดดังนี้ 
1. วิธีจัดการหรือการโอนภาระผูกพันตามกรมธรรม์ประกันภัยทุกประเภทที่ยังมีผลผูกพันอยู่ไปยังบริษัทประกันภัยผู้รับโอน ให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้
     1.1 ให้บริษัทผู้ขอเลิกกิจการแจ้งรายชื่อบริษัทที่จะรับโอนกรมธรรม์ประกันภัยให้สำนักงาน คปภ. พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน
     1.2 สิทธิประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยของบริษัทที่รับโอนไปต้องเท่ากับหรือไม่ด้อยกว่าสิทธิประโยชน์ที่ได้รับความคุ้มครองตามผลผูกพันของกรมธรรม์ประกันภัยเดิม
2. ช่องทางและวิธีการบอกกล่าวฯ ให้ผู้เอาประกันภัย ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย และผู้มีส่วนได้เสียทราบและใช้สิทธิตามกฎหมาย จะต้องเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น การบอกกล่าวเจ้าหนี้อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ตามมาตรา 350 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
3. การโอนหรือการขอรับเงินสำรองตามมาตรา 23 (1) ที่บริษัทประกันภัยวางไว้กับนายทะเบียน ตามมาตรา 24
จะกระทำได้ต่อเมื่อ
    3.1 บริษัทได้โอนภาระผูกพันตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ยังมีผลผูกพันอยู่ และมีการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวผู้รับประกันภัยเสร็จสิ้นแล้ว
    3.2 บริษัทประกันภัยสามารถแสดงหลักฐานให้เห็นว่าไม่มีหนี้สินหรือภาระผูกพันตามสัญญาประกันภัยแล้ว
           4. ให้บริษัทผู้ขอเลิกกิจการดำเนินการดังต่อไปนี้
    4.1 แสดงแผนงานรายละเอียดของการจัดการทรัพย์สินและหนี้สินทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับกิจการประกันวินาศภัยและกิจการที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการตามมาตรา 28 ให้สำนักงาน คปภ. ทราบ
    4.2 ต้องจัดการทรัพย์สินและหนี้สิน ตามข้อ 4.1 ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดใน ข้อ 5 และในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ บริษัทต้องโอนทรัพย์สินและภาระผูกพันไปยังผู้รับโอน โดยแสดงหลักฐานว่าผู้รับโอนยินยอมรับโอนทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าวด้วย
   4.3 รายงานผลการดำเนินการตามข้อ 4.2 ให้แก่สำนักงาน คปภ. ทราบ
5. ระยะเวลาของการดำเนินการ ให้เป็นไปตามที่สำนักงาน คปภ. ร่วมกับบริษัทกำหนด ทั้งนี้ ให้บริษัทแจ้งให้สำนักงาน คปภ. ทราบภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งการพิจารณาจากคณะกรรมการ คปภ.
ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น มีลักษณะที่สำคัญเช่นเดียวกับหลักเกณฑ์การโอนกิจการตามมาตรา 13 ดังนั้น เมื่อบริษัทได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาข้างต้นครบถ้วนแล้ว ให้บริษัทแจ้งผลการดำเนินการมายังสำนักงาน คปภ. เพื่อนำเสนอให้คณะกรรมการ คปภ. พิจารณาอนุญาตเลิกกิจการต่อไป
 
ส่วนประเด็นที่บริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ขอให้กองทุนประกันวินาศภัยเป็นผู้เข้ามาอำนวยการที่เกี่ยวข้องกับการเลิกประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยของบริษัทตามหลักเกณฑ์และแนวทางที่กองทุนประกันวินาศภัยกำหนด นั้น คณะกรรมการ คปภ. เห็นว่าตามมาตรา 79 บัญญัติให้กองทุนประกันวินาศภัยมีหน้าที่คุ้มครองเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ที่เกิดจากการเอาประกันภัย ในกรณี “บริษัทถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย” และเพื่อ“พัฒนาธุรกิจประกันวินาศภัยให้มีความมั่นคงและเสถียรภาพ” แต่ไม่รวมกรณีบริษัทขอเลิกประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยเองตามมาตรา 57 จึงไม่สามารถเข้ามาดำเนินการในขั้นตอนการเลิกประกอบธุรกิจตามคำขอของทั้งสองบริษัทดังกล่าว
 
ขั้นตอนต่อไปสำนักงาน คปภ. จะได้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาคำขออนุญาตเลิกประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย รวมทั้งหลักเกณฑ์และเงื่อนไขข้างต้นแก่บริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หลังจากนั้นจะจัดประชุมร่วมกับบริษัทเพื่อทำความเข้าใจ และดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาการเลิกกิจการตามมาตรา 57 โดยคณะกรรมการ คปภ. ได้มอบหมายคณะอนุกรรมการกฎหมายช่วยกำกับดูแลในกรณีมีปัญหาในทางปฏิบัติ ทั้งนี้ จะรายงานความคืบหน้าเพื่อให้คณะกรรมการ คปภ. พิจารณาดำเนินการตามกฎหมายในการประชุมครั้งถัดไป ทั้งนี้ ในระหว่างที่บริษัทยังไม่ได้รับอนุญาตให้เลิกกิจการจาก คณะกรรมการ คปภ. บริษัทยังต้องประกอบธุรกิจตามปกติ ดังนั้น ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์สามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทได้เช่นเดิม
..................................................................
 
หมวดหมู่ข่าว: 

ประกาศรับสมัครลูกจ้าง สังกัดสำนักงาน คปภ. ภาค1(เชียงใหม่)

< >
วันที่เผยแพร่: 
27 มกราคม 2565
หมวดหมู่ข่าว: 

คปภ. ชี้บริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เลิกกิจการ ย้ำทุกกรมธรรม์ยังได้รับความคุ้มครอง

< >
วันที่เผยแพร่: 
26 มกราคม 2565

คปภ. ชี้บริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เลิกกิจการ ย้ำทุกกรมธรรม์ยังได้รับความคุ้มครอง

บริษัทอยู่ระหว่างยื่นคำขออนุญาตเลิกประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยเพื่อให้บอร์ด คปภ. พิจารณา โดยจะต้องดำเนินการเพื่อพิทักษ์ประโยชน์ของประชาชนผู้เอาประกันภัย
 
ตามที่ปรากฏข่าวผ่านสื่อมวลชน กรณีที่บริษัทเครือไทย โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) มีหนังสือแจ้งมติที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัทเกี่ยวกับการเลิกประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยของ บริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) ต่อกรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2565  นั้น
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ขอเรียนชี้แจงว่า ตามมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 กำหนดให้กรณีที่บริษัทประกันวินาศภัยใดประสงค์จะเลิกประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยให้ยื่นคำขออนุญาตต่อคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คณะกรรมการ คปภ.) เพื่อพิทักษ์ประโยชน์ของผู้เอาประกันภัย ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย หรือผู้มีส่วนได้เสีย โดยคณะกรรมการมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลา ให้บริษัทต้องปฏิบัติให้แล้วเสร็จก่อนที่คณะกรรมการจะอนุญาตให้เลิกกิจการ อย่างน้อยดังต่อไปนี้ (1) วิธีจัดการหรือการโอนภาระผูกพันตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ยังมีผลผูกพันอยู่ (2) วิธีการบอกกล่าวให้ผู้เอาประกันภัย ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยและผู้มีส่วนได้เสียทราบ และใช้สิทธิตามกฎหมาย (3) การโอนหรือการขอรับเงินสำรองที่บริษัทวางไว้กับนายทะเบียน (4) การจัดการทรัพย์สินและหนี้สิน ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับกิจการประกันวินาศภัยและการลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัท (5) ระยะเวลาของการดำเนินการตาม (1) (2) (3) และ (4) ในกรณีที่คณะกรรมการอนุญาตให้เลิกประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย และบริษัทประสงค์จะเลิกบริษัท การเลิกบริษัทให้มีผลนับแต่วันที่ได้รับอนุญาตให้เลิกประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยและให้มีการชำระบัญชี 

แม้บริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นคำขอเลิกประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย ต่อคณะกรรมการ คปภ. ผ่านสำนักงาน คปภ. แล้ว แต่คณะกรรมการ คปภ. ยังไม่ได้อนุญาต ในการนี้ สำนักงาน คปภ. ได้ตั้งคณะทำงานพิจารณารายละเอียดต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายก่อนเสนอต่อคณะกรรมการ คปภ. พิจารณาต่อไป
สำหรับกองทุนประกันวินาศภัยได้ถูกจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ที่เกิดจากการเอาประกันภัย ในกรณีบริษัทถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย และเพื่อพัฒนาธุรกิจประกันวินาศภัยให้มีความมั่นคงและเสถียรภาพเท่านั้น ตามมาตรา 79 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2558 ซึ่งกฎหมายไม่ได้กำหนดภารกิจของกองทุนฯ ให้ครอบคลุมถึงกรณีบริษัทประกันภัยขอเลิกประกอบธุรกิจเอง
ดังนั้น ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก โดยยืนยันว่าตอนนี้ บริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) ยังไม่สามารถปิดหรือหยุดประกอบกิจการได้จนกว่าจะได้รับอนุญาตให้เลิกกิจการจากคณะกรรมการ คปภ. โดยสำนักงาน คปภ. ได้ตั้งทีมงานประกอบด้วย เจ้าหน้าที่สายกำกับธุรกิจและการลงทุน สายตรวจสอบ สายวิเคราะห์ธุรกิจประกันภัย สายกฎหมายและคดี และสายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแล้ว เพื่อเป็นการพิทักษ์ประโยชน์ของผู้เอาประกันภัย ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย และผู้มีส่วนได้เสีย
 
หมวดหมู่ข่าว: 

คปภ. เปิดเวทีสัมมนาออนไลน์ ร่วมกับสถาบัน IOD

< >
<
>
วันที่เผยแพร่: 
26 มกราคม 2565
คปภ. เปิดเวทีสัมมนาออนไลน์ ร่วมกับสถาบัน IOD
• ย้ำบทบาทของคณะกรรมการบริษัทประกันภัยให้ตระหนักในหน้าที่ความรับผิดชอบในฐานะเป็นผู้กำกับดูแล และบริหารจัดการความเสี่ยงของบริษัท โดยยึดหลักปฏิบัติภายใต้กรอบการกำกับดูแลกิจการที่ดี
ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2565 สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ร่วมกับ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย Thai Institute of Directors (IOD) เปิดเวทีสัมมนา “บทบาทหน้าที่ของกรรมการบริษัท ภายใต้บริบทของโลกที่เปลี่ยนไป” ในรูปแบบสัมมนา Online ผ่านแพลตฟอร์ม Event Pop และเผยแพร่ผ่าน Facebook สำนักงาน คปภ. เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สนใจเข้าร่วมงานสัมมนาในครั้งนี้ โดยในงานสัมมนา ประกอบด้วย 2 กิจกรรมหลัก คือ
1.กิจกรรมเสวนาความร่วมมือทางวิชาการด้านการประกันภัยในหัวข้อ “บทบาทของ คปภ. และ IOD ในเรื่องการกำกับดูแลกิจการและความร่วมมือในการพัฒนาและจัดอบรมหลักสูตรสำหรับกรรมการ” และ
2. กิจกรรมเสวนา เรื่อง “CG และความยั่งยืนในสายงานประกันภัย” โดยมี นายกุลเวช เจนวัฒนวิทย์ กรรมการผู้อำนวยการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการและกรรมการธนาคารออมสิน กรรมการและกรรมการบริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด และกรรมการ บริษัท ทิพยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) และนายกสมาคมประกันชีวิตไทย ดร. อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) และมี ดร. วิทย์ สิทธิเวคิน เป็นผู้ดำเนินการเสวนา
การจัดงานสัมมนาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการสนับสนุนองค์ความรู้ที่สำคัญและจำเป็นให้แก่กรรมการ รวมถึงผู้บริหารของบริษัทประกันภัย ที่มีหน้าที่และบทบาทสำคัญในการดำเนินธุรกิจประกันภัยให้มั่นคงต่อเนื่อง ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วดังเช่นในปัจจุบัน ตลอดจนพร้อมรับมือกับความท้าทายภายใต้บริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป จากความผันผวน ไม่แน่นอน ปัจจัยมากมายที่ซับซ้อน และคาดเดาผลที่จะเกิดขึ้นได้ยาก นอกจากนี้ การสัมมนานี้ ยังเป็นเวทีที่ให้ตัวแทนจากบริษัทประกันภัยได้ร่วมกันเสวนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น/ประสบการณ์เกี่ยวกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี และหนึ่งในเป้าหมายที่สำคัญที่สุดของการจัดงานสัมมนาในครั้งนี้ คือ การส่งเสริมความเชื่อมั่นของประชาชนในธุรกิจประกันภัย โดยสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความพร้อมในการปรับตัว ของผู้นำด้านการประกันภัย เพื่อพัฒนาธุรกิจประกันภัยให้มีความแข็งแกร่ง รับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เลขาธิการ คปภ. ได้กล่าวเปิดงานสัมมนามีความสำคัญตอนหนึ่งว่า การสร้างองค์กรให้เป็น Enterprise Resilience ถือว่าเป็นอีกกุญแจสำคัญที่จะนำพาให้องค์กรสามารถผ่านวิกฤตการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบันนี้ไปได้ ดังจะเห็นได้จากในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 บางบริษัทสามารถตอบสนองต่อความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นได้อย่างทันท่วงที โดยเพิ่มบทบาทการทำงานของคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง จัดทำแผนบริหารความเสี่ยงให้มีความระมัดระวังและประเมินความเสี่ยงอย่างรัดกุมมากขึ้น หากต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการรับประกันภัยที่คาดการณ์ไม่ได้ ก็มีการใช้กลไกเรื่องประกันภัยต่อเข้ามาช่วย เพื่อลดผลกระทบต่อฐานะการเงินของบริษัท สำหรับในมุมของผู้เอาประกันภัยและผู้มีส่วนได้เสีย บริษัทก็ควรมองให้รอบด้าน ทั้งในแง่กฎระเบียบที่ต้องปฏิบัตินอกเหนือจากกฎหมายว่าด้วยการประกันภัย อาทิ กฎหมายต่างๆ เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และพ.ร.บ. ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมฯ และที่สำคัญที่สุดคือเรื่องความน่าเชื่อถือขององค์กร ซึ่งหากประชาชนหมดความเชื่อถือไปแล้ว ก็ยากที่จะเรียกกลับคืนมาได้ ดังจะเห็นได้จากกรณีการบอกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยโควิดแบบเจอ-จ่าย-จบ ซึ่งสร้างผลกระทบด้านความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อธุรกิจประกันภัยอย่างมาก ทำให้ประชาชนมีข้อสงสัยว่ากรมธรรม์ประกันภัยที่ถืออยู่อาจจะโดนบอกเลิกได้ตลอดเวลาใช่หรือไม่ ความเสี่ยงที่ฝากให้บริษัทประกันภัยช่วยดูแลจะยังมีความน่าเชื่อถืออยู่อีกหรือไม่ ซึ่งความเสี่ยงต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้สามารถป้องกันและลดทอนผลกระทบได้ถ้าหากคณะกรรมการของบริษัทประกันภัยมีความตระหนักในบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะเป็นผู้กำกับดูแลและบริหารจัดการความเสี่ยงของบริษัท โดยยึดหลักปฏิบัติภายใต้กรอบการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Corporate Governance : CG)
เลขาธิการ คปภ. กล่าวด้วยว่า บทบาทของคณะกรรมการของบริษัทประกันภัยในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม มีความท้าทายต่อ คณะกรรมการบริษัทประกันภัยที่จะต้องทำหน้าที่อย่างเข็มแข็งและเข้มข้นยิ่งขึ้น และต้องอาศัยผู้มีความรู้และประสบการณ์ที่มีความหลากหลาย ดังนั้น ในปี 2563 สำนักงาน คปภ. จึงมีแนวคิดในการจัดทำหลักสูตรเฉพาะสำหรับคณะกรรมการบริษัท และกรรมการชุดย่อย รวมถึงผู้บริหารของบริษัทประกันภัย (Corporate Governance Program for Insurance Companies) หรือเรียกสั้นๆ ว่า CIC ซึ่งเป็นหลักสูตรที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลกิจการของธุรกิจประกันภัย ความสำคัญและบทบาทหน้าที่ของกรรมการในการกำกับดูแลองค์กร การกำกับดูแลความเสี่ยงและเข้าใจในปัจจัยความเสี่ยงที่สำคัญต่อการประกอบธุรกิจประกันภัย ตลอดจนแนวทางการกำกับดูแลความมั่นคงและพฤติกรรมทางการตลาด ซึ่งเป็นการพัฒนาหลักสูตรร่วมกันระหว่างสำนักงาน คปภ. และสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)
“การสัมมนาครั้งนี้ นอกจากเป็นเวทีที่ให้กรรมการและผู้บริหารบริษัทประกันภัยได้ร่วมกันเสวนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นประสบการณ์เกี่ยวกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีในเชิงวิชาการแล้ว ยังจะเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาจากภาคธุรกิจประกันภัยได้รับองค์ความรู้ที่สำคัญ จำเป็น และเสริมสร้างมุมมองในเรื่องการกำกับดูแลกิจการของธุรกิจประกันภัยในสภาวการณ์ปัจจุบันแล้ว ยังนำไปปรับใช้ในการพัฒนาองค์กรให้สามารถเผชิญกับบริบทของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงทีอีกด้วย” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย

 

หมวดหมู่ข่าว: 

คปภ. ลงพื้นที่เร่งช่วยเหลือด้านประกันภัยกรณีบิ๊กไบค์ชนคุณหมอกระต่ายเสียชีวิต

< >
<
>
วันที่เผยแพร่: 
24 มกราคม 2565

คปภ. ลงพื้นที่เร่งช่วยเหลือด้านประกันภัยกรณีบิ๊กไบค์ชนคุณหมอกระต่ายเสียชีวิต

……………
 
ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า จากกรณีเกิดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์เฉี่ยวชนคนเดินข้ามถนน บริเวณทางม้าลาย หน้าสถาบันไตภูมิราชนครินทร์ ถนนพญาไท จนเป็นเหตุให้แพทย์หญิง วราลัคน์ สุภวัตรจริยากุล (คุณหมอกระต่าย) แพทย์ผู้ชำนาญการด้านจักษุวิทยา ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ โดยมี ส.ต.ต.นรวิชญ์ บัวดก ผบ.หมู่กองร้อยที่ 2 ตำรวจควบคุมฝูงชน (ผบ.หมู่ กองร้อยที่ 2 กองกำกับการอารักขา บก.อคฝ.) เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ Ducati สีแดง หมายเลขทะเบียน 1กผ 9942 เชียงราย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2565 ในเบื้องต้นได้สั่งการให้สายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ ฝ่ายสำนักนายทะเบียนคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และสำนักงาน คปภ. เขตท่าพระ ซึ่งกำกับดูแลพื้นที่เขตพญาไทด้วยนั้น เร่งช่วยเหลือและสำรวจความเสียหายอย่างเร่งด่วน 
ผ่าน Platform การรายงานข้อมูลกรณีอุบัติภัยฯ ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยจากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า รถจักรยานยนต์คันดังกล่าว ขาดต่อประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ซึ่งสำนักงาน คปภ. เขตท่าพระ ได้รีบลงพื้นที่อำนวยความสะดวกด้านการประกันภัยให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิต 
เพื่อจะได้ใช้ระบบประกันภัยช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม
 
สำหรับการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นของผู้เสียชีวิตนั้น ทายาทโดยธรรมของผู้เสียชีวิต มีสิทธิได้รับเงินค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย จำนวนเงิน 35,000 บาท (สามหมื่นห้าพันบาทถ้วน) และกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยสามารถจ่ายได้ทันทีหากหลักฐานครบถ้วน นอกจากนี้ สำนักงาน คปภ. ได้เร่งตรวจสอบว่าผู้เสียชีวิตทำประกันภัยประเภทอื่นๆ เช่น ประกันชีวิต ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล ไว้ด้วยหรือไม่ และจากการตรวจสอบข้อมูลการทำประกันชีวิตของ แพทย์หญิง วราลัคน์ สุภวัตรจริยากุล ซึ่งได้ทำกรมธรรม์ประกันชีวิตกลุ่มคุ้มครองสินเชื่อกับบริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จำนวน 2 กรมธรรม์ ดังนี้ 1) กรมธรรม์ประกันชีวิตกลุ่มคุ้มครองสินเชื่อ เลขที่ GML113/5200 สัญญาหลักคุ้มครองชีวิตและทุพพลภาพ 5,000,000 บาท (ห้าล้านบาทถ้วน) วันที่สัญญาเริ่มมีผลบังคับ 30 พฤศจิกายน 2564 วันที่สัญญาสิ้นผลบังคับ 29 พฤศจิกายน 2574 และ 2) กรมธรรม์ประกันชีวิตกลุ่มคุ้มครองสินเชื่อ เลขที่ GML113/5201 สัญญาหลักคุ้มครองชีวิตและทุพพลภาพ 130,000 บาท
(หนึ่งแสนสามหมื่นบาทถ้วน) วันที่สัญญาเริ่มมีผลบังคับ 30 พฤศจิกายน 2564 วันที่สัญญาสิ้นผลบังคับ 29 พฤศจิกายน 2574 และกรมธรรม์ประกันชีวิตกับบริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กรมธรรม์เลขที่ 33396520 วันเริ่มสัญญาประกันภัย 15 มีนาคม 2553 วันครบกำหนดสัญญา 15 มีนาคม 2567 จำนวนเงินเอาประกันภัย 200,000 บาท (สองแสนบาทถ้วน) และยังได้ทำกรมธรรม์ประกันชีวิตประเภทสามัญกับบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) แบบ เมืองไทย สมาร์ท โพรเทคชั่น 99/20 ชนิดไม่มีเงินปันผล วันเริ่มสัญญาประกันภัย 11 มิถุนายน 2563 วันครบกำหนดสัญญาประกันภัย 11 มิถุนายน 2630 จำนวนเงินเอาประกันภัย 200,000 บาท (สองแสนบาทถ้วน) ซึ่งสำนักงาน คปภ. จะได้ประสานงานบริษัทเพื่อให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตได้รับการชดใช้เงินตามสัญญาประกันภัยโดยเร็วต่อไป
 
สำนักงาน คปภ. ขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่งกับครอบครัวของคุณหมอกระต่าย ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น แต่ก็เกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิดและเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็นำมาซึ่งความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง จึงฝากเตือนประชาชนให้ระมัดระวังในการขับขี่รถโดยไม่ประมาท และควรให้ความสำคัญกับการทำประกันภัยเพื่อใช้เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงภัย ทั้งการประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) การประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ การประกันชีวิตและการประกันภัยประเภทอื่นๆ เพื่ออย่างน้อยระบบประกันภัยจะได้เข้ามาช่วยบริหารความเสี่ยงและเยียวยาความสูญเสียต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกันภัย สอบถามได้ที่สายด่วน คปภ. 1186 หรือ Add Line Official @oicconnect” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย
 
หมวดหมู่ข่าว: 

คปภ. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นเครือข่ายผู้บริโภคประสานเสียง “ค้าน”ยกเลิกคำสั่งที่ 38/2564 หวั่นผู้บริโภคถูกลอยแพ

< >
<
>
วันที่เผยแพร่: 
19 มกราคม 2565

คปภ. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นเครือข่ายผู้บริโภคประสานเสียง

“ค้าน”ยกเลิกคำสั่งที่ 38/2564 หวั่นผู้บริโภคถูกลอยแพ
………………..
ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ได้ออกคำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 เพื่อไม่ให้บริษัทประกันภัยบอกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยแบบเหมาเข่ง และหลังจากที่มีการออกคำสั่งดังกล่าวไปนั้น ปรากฏว่า บริษัทประกันภัยต่างๆ รวมทั้งสมาคมประกันวินาศภัยไทย ได้ออกมาขานรับและพร้อมยืนยันจะให้ความคุ้มครองผู้เอาประกันภัยจนสิ้นสุดสัญญาประกันภัย ต่อมาเมื่อช่วงปลายปี 2564 มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ซึ่งคาดว่าจะมีผลกระทบต่อการจ่ายค่าสินไหมทดแทนของบริษัทประกันภัย ปรากฏว่าสมาคมประกันวินาศภัยไทยได้ทำหนังสืออุทธรณ์การออกคำสั่งที่ 38/2564 ต่อคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (บอร์ด คปภ.) เพื่อเปิดช่องให้บริษัทประกันภัยสามารถบอกเลิกประกันภัยโควิดแบบเจอ จ่าย จบ ได้ ซึ่งสำนักงาน คปภ. อยู่ระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกรอบระยเวลาเพื่อเสนอความเห็นบอร์ด คปภ. พิจารณาต่อไป และเพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วนสำนักงาน คปภ. จึงได้เชิญตัวแทนเครือข่ายผู้บริโภค ซึ่งเป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง ประกอบด้วย นายกสมาคมส่งเสริมและคุ้มครองผู้บริโภค ประธานสมาพันธ์ชมรมคุ้มครองผู้บริโภคกรุงเทพมหานคร ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้แทนสภาองค์กรของผู้บริโภค และประธานมูลนิธิกลุ่มเส้นด้าย มาประชุมร่วมกันเพื่อระดมความเห็นและให้ข้อแนะนำว่าทิศทางการดำเนินการในเรื่องนี้ควรเป็นอย่างไร
 
นายอุฬาร จิ๋วเจริญ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มีความเห็นว่า การออกคำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 เป็นการออกคำสั่งที่ถูกต้องและมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัย โดยเห็นว่านายทะเบียนมีอำนาจออกคำสั่งนายทะเบียนดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมาย ในส่วนของบริษัทประกันภัยที่ใช้สิทธิในการบอกเลิกสัญญา แม้ว่าในสัญญาประกันภัยจะมีข้อสัญญาให้สามารถบอกเลิกสัญญาได้ก็ตาม แต่เห็นว่ากรณีดังกล่าวต้องเป็นการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยสุจริตตามมาตรา 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยในขณะเข้าทำสัญญาประกันภัย บริษัทประกันภัยจะต้องคาดหมายได้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิดจะมีความรุนแรงแค่ไหน และจะมีผลกระทบทางด้านสาธารณสุขที่บริษัทประกันภัยจะสามารถรับมือได้หรือไม่ บริษัทประกันภัยจะต้องมีการวางแผนรับความเสี่ยงอยู่แล้วก่อนออกผลิตภัณฑ์ โดยไม่สามารถอ้างได้ว่าการแพร่ระบาดของโรคโควิดมีผลต่อการบริหารความเสี่ยง ภายหลังที่มีการออกผลิตภัณฑ์แล้ว การที่บริษัทประกันภัยเข้าทำสัญญาประกันภัย จึงเป็นการตกลงรับความเสี่ยงจากผลของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค ที่สามารถคาดหมายและรับมือไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว ซึ่งกรณีนี้ หากนายทะเบียนยินยอมให้บริษัทประกันภัยเลิกสัญญาได้ฝ่ายเดียว ซึ่งขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 ก็เท่ากับเป็นการยินยอมให้บริษัทประกันภัยหลอกลวงผู้เอาประกันภัย ซึ่งเป็นผู้บริโภคในการเข้าทำสัญญาเพื่อประโยชน์ฝ่ายเดียวของบริษัท ซึ่งเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตในการบอกเลิกกรมธรรม์ หากมีการยกเลิกคำสั่งนายทะเบียนดังกล่าว สภาองค์กรของผู้บริโภค และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ก็สามารถเข้าไปช่วยเหลือผู้บริโภคโดยการฟ้องคดีแทนผู้บริโภค เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายเชิงลงโทษให้แก่ผู้บริโภคได้ ตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551
นายคริส โปตระนันทน์ ประธานมูลนิธิกลุ่มเส้นด้าย มีความเห็นว่า กลุ่มเส้นด้ายได้มีการโพสต์ประเด็นการยกเลิกคำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 ในเพจเฟซบุ๊กของกลุ่มเส้นด้าย ซึ่งมีผู้ติดตามประมาณ 500,000 ราย และได้รับทราบความคิดเห็นจากประชาชน โดยพบว่าประมาณ 99.50 เปอร์เซ็นต์ ของประชาชนที่แสดงความเห็น ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้สำนักงาน คปภ. ยกเลิกคำสั่งนายทะเบียนดังกล่าว และมีหลายความเห็นตอบกลับมาว่า ตอนนี้มีความยากลำบากมากอยู่แล้ว การที่ประกันภัยเข้ามาช่วยเหลือก็สามารถเยียวยาความเสียหายในกรณีที่มีบุคคลในครอบครัวติดเชื้อโควิด ซึ่งถือเป็น Financial Loss เนื่องจากผู้ที่ติดเชื้อจะไม่สามารถทำงานได้ ดังนั้นจึงเห็นว่า สำนักงาน คปภ. ควรยืนตามคำสั่งนายทะเบียนเดิม 
 
ในส่วนของข้อกฎหมายเห็นว่า แม้จะมีการระบุไว้ในข้อสัญญา แต่การบอกเลิกสัญญาในลักษณะดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต หากปล่อยให้บริษัทประกันภัยยกเลิกกรมธรรม์ได้ ก็จะส่งผลให้มีคดีเข้าสู่ศาลเป็นจำนวนมาก 
โดยก่อนที่บริษัทประกันภัยจะออกผลิตภัณฑ์นี้ บริษัทประกันภัยน่าจะเห็นตัวอย่างการแพร่ระบาดของโรคโควิดจากต่างประเทศมาบ้างแล้ว กรณีนี้ประชาชนจะมองว่า บริษัทประกันภัยแสวงหาแต่ผลกำไร แต่พอบริษัทประกันภัยจะต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนจำนวนมากก็จะยกเลิกกรมธรรม์ ซึ่งไม่เป็นธรรมกับประชาชน 
 
อย่างไรก็ดี มีความเห็นของประชาชนส่วนหนึ่งเห็นว่า หากจะมีการเลิกกรมธรรม์และคืนเบี้ยประกันภัย การคืนเบี้ยประกันภัยไม่ควรเป็นการคืนแบบเป็นสัดส่วน (Pro Rata) แต่ควรคืนเบี้ยประกันภัยให้ผู้เอาประกันภัยเต็มจำนวนเสมือนว่าไม่เคยเกิดสัญญาขึ้นเลย เป็นกรณีการเข้าทำสัญญาโดยสำคัญผิดในสาระสำคัญ ซึ่งอาจจะบวกดอกเบี้ยด้วย ในส่วนของข้อกฎหมายเห็นว่า สัญญาประกันภัยเป็นสัญญาสำเร็จรูปที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
 
นายวิทยา แจ่มกระจ่าง ประธานสมาพันธ์ชมรมคุ้มครองผู้บริโภคกรุงเทพมหานคร มีความเห็นว่า กรณีดังกล่าวบริษัทประกันภัยอ้างว่าจะฟ้องร้องสำนักงาน คปภ. หากไม่ยอมยกเลิกคำสั่งนายทะเบียน ในมุมกลับกันหากสำนักงาน คปภ. ยกเลิกคำสั่งนายทะเบียนดังกล่าว ประชาชนก็จะฟ้องร้องสำนักงาน คปภ. เช่นกัน ดังนั้นหากบริษัทประกันภัยเห็นว่า บริษัทสามารถบอกเลิกสัญญาประกันภัยได้ ประชาชนก็อาจจะบอกเลิกสัญญาประกันภัยอื่นๆ ที่ทำกับบริษัทได้เช่นกัน เช่น กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ หรือกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สิน เป็นต้น ซึ่งการกระทำดังกล่าวจะเป็นผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง และอาจมีการรณรงค์ไม่ให้ประชาชนทำประกันภัยกับบริษัทประกันภัยดังกล่าว เนื่องจากมีปัญหาในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ดังนั้นจึงไม่เห็นด้วยที่สำนักงาน คปภ. จะยกเลิกคำสั่งนายทะเบียนดังกล่าว หากสำนักงาน คปภ. ถูกฟ้อง ประชาชนรวมทั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค และสมาพันธ์ชมรมคุ้มครองผู้บริโภคทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดจะยืนเคียงข้างสำนักงาน คปภ. การประกันภัยเป็นการทำสัญญารายปี เมื่อครบกำหนดสัญญาแล้ว บริษัทประกันภัยก็อาจจะไม่ขายกรมธรรม์ประเภทดังกล่าวต่อได้ ซึ่งดีกว่าการยกเลิกกรมธรรม์ ที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน 
นายภัทรกร ทีปบุญรัตน์ ผู้แทนจากสภาองค์กรของผู้บริโภค มีความเห็นว่า สนับสนุนให้สำนักงาน คปภ. 
ไม่ยกเลิกคำสั่งนายทะเบียนดังกล่าว เพราะหากสำนักงาน คปภ. ยกเลิกคำสั่งนายทะเบียนดังกล่าว สำนักงาน คปภ. 
อาจถูกบริษัทประกันภัย 2 บริษัท ที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตไปก่อนหน้านี้ฟ้องร้อง เนื่องจากไม่ได้ดำเนินการให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ในส่วนของทางเลือกในการคืนเงินค่าเบี้ยประกันภัย เห็นว่า ควรเสนอทางเลือกให้ผู้บริโภคสามารถขอคืนเบี้ยประกันภัยได้ 5-10 เท่าของจำนวนเบี้ยประกันภัย เพื่อเป็นการจูงใจให้ผู้บริโภคยอมรับเงินค่าเบี้ยประกันภัยจำนวนดังกล่าว และดูแลตนเองไม่ให้ติดเชื้อ COVID-19 ซึ่งเป็นทางเลือกในการแก้ไขปัญหาให้แก่ภาคอุตสาหกรรมได้ และหากผู้บริโภคยอมรับเงื่อนไขข้อนี้ได้ก็จะเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย 
นางสาวกรกนก ใจแกล้ว ผู้แทนสภาองค์กรของผู้บริโภค มีความเห็นว่า เห็นด้วยกับสำนักงาน คปภ. ที่ไม่ยกเลิกคำสั่งนายทะเบียนดังกล่าว เพราะการยกเลิกสัญญาประกันภัยเป็นการดำเนินการที่ผิดต่อกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 ในเรื่องความสุจริตในการทำสัญญาและขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 โดยขอเสนอแนวทางเพิ่มเติมที่จะทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ว่า กรณีนี้สำนักงาน คปภ. อาจจะมีมาตรการผ่อนปรนระยะเวลาที่บริษัทจะสามารถชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่อาจจะเข้าข่ายเป็นความผิดฐานประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทน โดยขยายระยะเวลาการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้มากกว่าเดิม โดยให้บริษัทประกันภัยจัดทำรายงานเกี่ยวกับจำนวนผู้เอาประกันภัยที่ทำประกันภัยโควิด-19 ทั้งหมด โดยแบ่งประเภทให้ชัดเจน และมีการแยกจำนวน ผู้เอาประกันภัยที่บริษัทประกันภัยยังค้างจ่ายค่าสินไหมทดแทน หรืออยู่ในระหว่างที่กรมธรรม์ประกันภัยยังคงมีความคุ้มครองอยู่เป็นจำนวนเท่าใด ซึ่งจะทำให้บริษัทประกันภัยทราบภาระการจ่ายค่าสินไหมทดแทนทั้งหมด และสามารถวางแผนการจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้ว่า การจ่ายค่าสินไหมทดแทนในอนาคตจะจ่ายเป็นจำนวนเท่าใด และจ่ายในรูปแบบใด โดยการจ่ายค่าสินไหมทดแทนอาจจะมีลำดับคิวการจ่าย โดยมีการแจ้งระยะเวลาในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เอาประกันภัยทราบอย่างชัดเจน เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทประกันภัยมักจะขอผ่อนผันระยะเวลาการจ่ายค่าสินไหมทดแทน แล้วก็ไม่สามารถจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด 
 
นางนฤมล เมฆบริสุทธิ์ ผู้แทนสภาองค์กรของผู้บริโภค มีความเห็นว่า ขณะนี้กรมธรรม์ประกันภัยโควิด-19
เหลือระยะเวลาความคุ้มครองอยู่อีกไม่มาก และจำนวนการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนก็จะมีไม่มาก เนื่องจากปัจจุบันมีระบบการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ค่อนข้างมาก ดังนั้นจึงไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้บริษัทประกันภัยสามารถยกเลิกสัญญาประกันภัยได้ เพราะเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชน และเป็นการสร้างภาระให้แก่ผู้บริโภค โดยบริษัทประกันภัยจะต้องมีการประมาณการค่าสินไหมทดแทนที่บริษัทจะต้องจ่ายให้แก่ผู้เอาประกันภัยไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว 
เมื่อมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มมากขึ้น บริษัทก็ยังคงขายกรมธรรม์ประกันภัยโควิด-19 ต่อไป เห็นว่าบริษัทประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตามข้อตกลงของสัญญา โดยเห็นว่าระยะเวลาความคุ้มครองยังคงเหลืออยู่ไม่มาก และขณะนี้ประชาชนก็ดำเนินการฟ้องร้องบริษัทประกันภัยอยู่แล้ว หากสำนักงาน คปภ. ยกเลิกคำสั่งนายทะเบียนดังกล่าว บริษัทประกันภัยก็จะใช้ข้ออ้างที่สำนักงาน คปภ. ยกเลิกคำสั่งนายทะเบียนมาเป็นข้อต่อสู้ต่อประชาชน ซึ่งจะเป็นการสร้างภาระและสร้างปัญหาให้แก่ประชาชนเป็นอย่างยิ่ง 
นายพานิชย์ เจริญเผ่า นายกสมาคมส่งเสริมและคุ้มครองผู้บริโภค มีความเห็นว่า ปัจจุบันระยะเวลาความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยโควิด-19 จะสิ้นสุดความคุ้มครองทั้งหมดประมาณเดือนมิถุนายน 2565 ในส่วนประเด็นข้อกฎหมายเห็นว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และเป็นการทำสัญญาด้วยความสมัครใจ ไม่ได้มีการบังคับ บริษัทประกันภัยก็เป็นคู่สัญญาด้วย เรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นความผิดของผู้บริโภคแต่อย่างใด 
จึงเห็นว่าสำนักงาน คปภ. เป็นผู้รักษาขั้นตอนของกฎหมาย หากสำนักงาน คปภ. กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็จะถูกประชาชนฟ้องร้องเช่นกัน เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ดังนั้น สำนักงาน คปภ. ไม่ควรยกเลิกคำสั่งนายทะเบียน เนื่องจากการทำสัญญาประกันภัยเป็นความสมัครใจทั้งสองฝ่าย ในปีแรกบริษัทประกันภัยมีรายได้จากการขายกรมธรรม์ประกันภัยประเภทนี้จำนวนมาก จึงไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภค
ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย 
 
(เลขาธิการ คปภ.) กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง โดยที่ประชุมทุกฝ่ายเห็นพ้องตรงกันว่า หากยกเลิกคำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 และยินยอมให้บริษัทประกันภัยสามารถยกเลิกกรมธรรม์ต่อผู้เอาประกันภัยทุกรายโดยที่ผู้เอาประกันภัยมิได้กระทำผิดในข้อสาระสำคัญย่อมขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 จะส่งผลให้มีคดีเข้าสู่ศาลเป็นจำนวนมาก เกิดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการประกันภัย และทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในระบบประกันภัย รวมไปถึงประชาชนก็อาจจะบอกเลิกสัญญาประกันภัยอื่นๆ ที่ทำกับบริษัทประกันภัยได้เช่นกัน ซึ่งการกระทำดังกล่าวจะเป็นผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ที่ประชุมจึงมีความเห็นเป็นเอกฉัน
หมวดหมู่ข่าว: 

เลขาธิการ คปภ. เปิดเผยทำประกันภัยโควิดแบบ “เจอ จ่าย จบ” 2 ฉบับ แต่ยืนยันไม่ขอรับค่าสินไหมทดแทน

< >
วันที่เผยแพร่: 
17 มกราคม 2565

เลขาธิการ คปภ. เปิดเผยทำประกันภัยโควิดแบบ “เจอ จ่าย จบ” 2 ฉบับ

แต่ยืนยันไม่ขอรับค่าสินไหมทดแทน
…………………….
ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย 
(เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีการแจ้งข่าวการติดโควิดของตนออกไปแล้วนั้น ปรากฏว่า มีสื่อมวลชนให้ความสนใจและสอบถามเข้ามาเป็นจำนวนมากว่า ตนได้ทำประกันภัยโควิดไว้หรือไม่ จึงขอชี้แจงว่าได้ทำประกันภัยดังกล่าวไว้ โดยภรรยาตนซื้อประกันภัยโควิดแบบเจอ จ่าย จบ ไว้กับบริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ให้ตนทางออนไลน์ เพราะซื้อได้ง่าย และสะดวก โดยซื้อตั้งแต่ปี 2563 แล้ว เหตุที่ภรรยา
ซื้อจากสองบริษัทนี้เพราะปกติได้ทำประกันภัยรถยนต์กับบริษัทนี้อยู่แล้ว ต่อมาเมื่อครบกำหนด บริษัทก็ส่งข้อความมาเตือนว่าจะต่อประกันภัยหรือไม่ ภรรยาของตนได้ต่อประกันภัยไป โดยขณะที่ทำประกันภัย ตนคิดว่าคงไม่ติดโควิดเพราะระมัดระวังตัวเป็นอย่างดี แต่ซื้อประกันภัยไว้เพื่อบริหารความเสี่ยง 
“ตอนซื้อภรรยาผมไม่ทราบว่ามีข้อความให้บริษัทบอกเลิกสัญญาได้ ซึ่งคนทั่วไป ผมเชื่อว่าก็คงไม่ทราบเช่นกัน ภรรยาเอากรมธรรม์ประกันภัยที่บริษัทส่งมาให้ทางออนไลน์ให้ผมดูภายหลัง ปรากฏว่าข้อความที่เป็นเงื่อนไข ของกรมธรรม์ประกันภัยนั้นมีครับ แต่ถ้าอยากทราบต้องคลิกเข้าไปอ่าน ซึ่งคนส่วนใหญ่จะไม่คลิกเข้าไปดูครับ”
เนื่องจากการใช้สิทธิเคลมประกันภัยเป็นสิทธิส่วนตัวของผม ผมพิจารณาด้วยความรอบคอบแล้ว ขอประกาศให้ทราบทั่วกันถึงการยืนยันของผมว่า ผมจะไม่เคลมประกันภัยโควิดแบบเจอ จ่าย จบ ที่ภรรยาผมซื้อให้จากสองบริษัทดังกล่าว ด้วยเหตุผลดังนี้
1. เวลานี้ผมยังมีสวัสดิการและเงินเดือนพอที่จะดูแลค่ารักษาพยาบาลได้ เพื่อบริษัทประกันภัยจะได้เอาเงินประกันภัยเจอ จ่าย จบ ไปจ่ายให้ผู้เอาประกันภัยคนอื่นที่เขาเดือดร้อน
2. เพื่อแสดงถึงความบริสุทธิ์ใจของผม และไม่ให้เกิดประเด็นที่อาจจะไปอ้างว่าที่ผมต่อสู้เรื่องไม่ให้เลิกประกันภัยเจอ จ่าย จบ เพราะผมต้องการจะป่วยเป็นโควิด แล้วเคลมประกันภัยเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ทั้งๆ ที่ไม่เป็นความจริงเลย จะได้เป็นการยืนยันด้วยว่าที่ผมต่อสู้อยู่ในขณะนี้เป็นการต่อสู้เพื่อผู้เอาประกันภัยที่เขาเดือดร้อน และเพื่อไม่ให้ความเชื่อมั่นของระบบประกันภัยไทยถูกทำลาย
 
ส่วนเรื่องเชิญ 14 บริษัทประกันภัยมาหารือเพื่อยืนยันการคุ้มครองและหาทางออกร่วมกันจะเดินหน้าต่อไป ไม่เลื่อนออกไปอย่างแน่นอน เพราะได้มอบหมายทีมงานไว้แล้ว จึงขอให้มั่นใจว่า สำนักงาน คปภ. จะทำหน้าที่ของหน่วยงานกำกับฯอย่างดีที่สุดเพื่อให้เป็นที่พึ่งด้านประกันภัยของประชาชนได้อย่างแท้จริง
 
หมวดหมู่ข่าว: 

เลขาธิการ คปภ. เปิดไทม์ไลน์หลังทราบว่าติดโควิด-19

< >
วันที่เผยแพร่: 
16 มกราคม 2565

เลขาธิการ คปภ. เปิดไทม์ไลน์หลังทราบว่าติดโควิด-19

ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย 
(เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณผู้บริหาร พนักงาน ลูกจ้างสำนักงาน คปภ. และทุกความห่วงใย ที่ได้ส่งกำลังใจมาให้ผมอย่างต่อเนื่อง และรู้สึกซาบซึ้งกับทุกความห่วงใยที่ทุกท่านมีให้ ซึ่งผมเพิ่งจะทราบว่าติดเชื้อโควิด-19 ในวันนี้ จึงขอแจ้งไทม์ไลน์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาดังนี้ วันจันทร์ที่ 10 มกราคม 2565 ประชุมที่สำนักงาน คปภ. เนื่องจากมีความจำเป็น วันอังคารที่ 11 มกราคม 2565 บันทึกเทปสัมภาษณ์รายการโทรทัศน์ที่สำนักงาน คปภ. ในช่วงบ่ายประชุมออนไลน์และเดินทางไปประชุมนอกสถานที่ (สวมหน้ากากอนามัยสองชั้นตลอด) วันพุธที่ 12 มกราคม 2565 ประชุมออนไลน์ที่สำนักงาน คปภ. (เช้า-บ่าย) (สวมหน้ากากอนามัยสองชั้นตลอด) วันพฤหัสบดีที่ 13 มกราคม 2565 ประชุมออนไลน์ (WFH) วันศุกร์ที่ 14 มกราคม 2565 ช่วงเช้าแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนบริเวณหน้าตึกศาลปกครองกลางและเข้าชี้แจงคดีที่ห้องพิจารณาคดี ศาลปกครองกลาง (สวมหน้ากากอนามัยสองชั้นตลอด ยกเว้นช่วงรับประทานอาหารกลางวันที่ห้องอาหารศาลปกครองกลาง ซึ่งแยกมาทานโต๊ะเดี่ยว) วันเสาร์ที่ 15 มกราคม 2565 เริ่มมีอาการคล้ายๆ แพ้อากาศ คัดจมูก และมีไข้เล็กน้อย จึงตรวจ ATK (ช่วงบ่าย) ผลเป็นบวก จึงรีบไปตรวจ RT- PCR ที่โรงพยาบาล แล้วรีบกักตัวทันที และวันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม 2565 ทราบผลตรวจว่าติดเชื้อโควิด จึงเข้ารับการรักษาและกักตัวแล้ว 
 
สำหรับการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิป้องกันโควิดนั้น ได้รับการฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็ม 4 เป็น Moderna เมื่อวันศุกร์ที่ 7 มกราคม 2565
ส่วนการรับประทานอาหารส่วนใหญ่เป็นที่บ้านหรือที่ห้องทำงาน ช่วงเวลาใน Timeline ไม่ได้ไปเดินห้าง ไม่ได้ไปซื้อของข้างนอก และไม่ได้ไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารใดๆ จึงไม่ทราบว่าติดเชื้อโควิดจากที่ใด โดยผมได้ประสานแจ้งบุคคลที่ผมใกล้ชิด ได้พบและประชุมให้ทราบ พร้อมได้รายงานผู้บังคับบัญชาแล้ว สำหรับบุคลากรของสำนักงาน คปภ. ท่านใดที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง หรือกลุ่มเฝ้าระวัง ขอให้ปฏิบัติตนตามมาตรการและแนวทางที่สำนักงาน คปภ.กำหนดไว้ โดยท่านที่มีโอกาสเสี่ยงสูงหรือมีอาการขอให้ทำการตรวจเพื่อหาเชื้อ และให้ท่านรีบไปพบแพทย์พร้อมทั้งแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องตามสายงาน หรือผู้บังคับบัญชาทราบผลการตรวจทันที นอกจากนี้การจัดประชุมต่างๆ ขอให้ทำผ่านทางระบบ Online เพื่อลดความแออัดของผู้เข้าร่วมประชุม รวมถึงขอให้ทุกท่านยึดถือมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัส
โคโรนา (โควิด-19) ด้วยการสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ล้างมือบ่อยๆอย่างเคร่งครัด และขอให้ทุกท่านปฏิบัติตัวและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังเพื่อความปลอดภัยของตัวท่าน เพื่อนร่วมงาน รวมไปถึงครอบครัวของท่าน 
 
  โดยคุณหมอบอกว่าอาการที่ผมเป็นไม่รุนแรงเนื่องมาจากที่ผมได้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นแล้ว จึงขอเชิญชวนให้
ทุกท่านแม้ว่าจะไม่ประมาท ก็ควรไปฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น เพื่อในกรณีที่ติดเชื้อ อาการจะได้ไม่รุนแรง
  ในโอกาสนี้ผมต้องขออภัยพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ที่ทำงาน สื่อมวลชนและบุคคลที่ผมได้พบในช่วง 2-5 วันที่ผ่านมาอย่างสุดซึ้ง ที่ทำให้ท่านอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เพราะแม้ผมจะใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง แต่ก็อาจไปเจอกลุ่มเสี่ยงโดยที่ผมไม่ทราบ ทำให้ติดเชื้อโควิด โดยไม่รู้ตัว
  “ส่วนการดำเนินการกรณีบริษัทประกันภัยฟ้องให้ยกเลิกคำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 ในคดีที่ศาลปกครองกลาง และบริษัทดังกล่าวยังมีหนังสือเรียกค่าทดแทนจากผมหลายพันล้านบาท อย่างไม่เป็นธรรมทั้งๆ ที่ศาลปกครองกลางยังไม่ได้มีคำพิพากษาว่าคำสั่งนายทะเบียนดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด แม้ผมจะป่วย แต่ผมจะสู้ไม่ถอยเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคด้านประกันภัยอย่างเต็มที่ โดยจะทำงานผ่านระบบออนไลน์เพื่อไม่ให้งานตรงนี้ได้รับผลกระทบครับ”
 
 
หมวดหมู่ข่าว: 

คปภ. พร้อมยืนหยัดคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชน ยืนยันกรมธรรม์ประกันภัยโควิด แบบเจอ จ่าย จบ ยังให้ความคุ้มครองปกติสามารถเคลมประกันภัยกับบริษัทประกันภัยได้

< >
วันที่เผยแพร่: 
16 มกราคม 2565

คปภ. พร้อมยืนหยัดคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชน ยืนยันกรมธรรม์ประกันภัยโควิด แบบเจอ จ่าย จบ ยังให้ความคุ้มครองปกติสามารถเคลมประกันภัยกับบริษัทประกันภัยได้

ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2565 ศาลปกครองกลางนัดไต่สวนคดีที่บริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) กับพวกยื่นฟ้อง เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) กรณีขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 เรื่อง ให้ยกเลิกเงื่อนไขการใช้สิทธิบอกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยโดยบริษัทในกรมธรรม์ประกันภัย COVID-19 สำหรับบริษัทประกันวินาศภัย ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2564 และขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 เรื่อง ให้ยกเลิกเงื่อนไขการใช้สิทธิบอกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยโควิด-19 สำหรับบริษัทประกันวินาศภัย ฉบับลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2564 ไว้เป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดี หรือจนกว่าศาลจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น โดยได้นัดทั้งสองฝ่ายมาไต่สวนเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาว่าจะรับคำฟ้องไว้พิจารณาหรือไม่ ซึ่งในระหว่างที่ศาลฯ ยังไม่ได้รับฟ้องและมีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราวฯ ตามที่บริษัทประกันภัยผู้ฟ้องคดียื่นคำขอ กรมธรรม์ประกันภัยโควิด แบบเจอ จ่าย จบ ยังคงมีผลใช้บังคับและให้ความคุ้มครองตามปกติ กรณีผู้เอาประกันภัยติดเชื้อและมีหลักฐานยืนยัน ก็สามารถเคลมประกันภัยกับบริษัทประกันภัยที่ฟ้องคดีได้ต่อไป หากต่อมาศาลฯรับฟ้องและมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว บริษัทฯ จะนำคำสั่งศาลมาเป็นเครื่องมือและอ้างในการนำมายกเลิกสัญญากับผู้เอาประกันภัย และจะทำให้ผู้เอาประกันภัยโควิดทั้งหมดกว่า 10 ล้านคนถูกลอยแพแน่นอน แต่ไม่ว่าศาลจะมีคำสั่งออกมาเป็นประการใด สำนักงาน คปภ. พร้อมยืนหยัดเคียงข้างประชาชน โดยจะต่อสู้คดีจนถึงที่สุด เพื่อคุ้มครองและปกป้องสิทธิประโยชน์ของประชาชนและผู้เอาประกันภัย เพื่อไม่ให้เกิดบรรทัดฐานใหม่ที่ให้บริษัทประกันภัยจะใช้เป็นเหตุในการบิดเบือนนำเหตุที่เกิดจากการบริหารความเสี่ยงที่ผิดพลาดของตนเอง และผลักภาระกลับไปให้กับประชาชนและผู้เอาประกันภัย เพราะจะเป็นการทำลายความเชื่อมั่นและความเชื่อถือที่ประชาชนมอบให้บริษัทประกันภัยในการบริหารจัดการความเสี่ยง
 
เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่าในสัปดาห์หน้าจะเชิญบริษัทประกันภัยทั้ง 14 บริษัท ที่ขายประกันภัยโควิดแบบเจอ จ่าย จบ มาประชุมเพื่อทำความเข้าใจ และขอให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นและมั่นใจว่าระหว่างที่ศาลปกครองกลาง ยังไม่มีคำวินิจฉัยอะไรในเรื่องนี้ออกมา บริษัทประกันภัยทุกบริษัท จะต้องดูแลประชาชนผู้เอาประกันภัยโควิด แบบเจอ จ่าย จบ ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัย เพราะถือว่าคำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 ยังมีผลตามกฎหมายอยู่ อีกทั้งยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน และเพื่อไม่ให้กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบประกันภัย นอกจากนี้ในการดำเนินการคู่ขนาน ได้ตั้งทีมเพื่อให้เดินหน้าแนวทางตามมาตรการต่าง ๆ ที่จะช่วยเหลือบริษัทประกันภัยที่ได้รับผลกระทบจากประกันภัยโควิด แบบเจอ จ่าย จบ ด้วย ซึ่งมีการประชุมไปแล้ว 1 ครั้ง “ถ้าเมื่อใดที่ความเสี่ยงภัยเปลี่ยนไป แล้วบริษัทประกันภัยสามารถอ้างเหตุนี้มายกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยได้แบบเหมาเข่ง ก็ย่อมจะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ไม่เคยปรากฏในระบบประกันภัยของโลก จนลุกลามกระทบต่อความเชื่อถือไว้วางใจของประชาชน แล้วเช่นนี้ประชาชนจะซื้อประกันภัยไปทำไม" เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย
 
หมวดหมู่ข่าว: 

การทำประกันภัยโควิดเจอจ่ายจบคือการที่ประชาชนผู้เอาประกันภัยมอบความไว้วางใจให้บริษัทประกันภัยที่อาสามาช่วยบริหารความเสี่ยงให้

< >
วันที่เผยแพร่: 
14 มกราคม 2565
“การทำประกันภัยโควิดเจอจ่ายจบคือการที่ประชาชนผู้เอาประกันภัยมอบความไว้วางใจให้บริษัทประกันภัยที่อาสามาช่วยบริหารความเสี่ยงให้ ฉะนั้นการไปบอกเลิกกรมธรรม์ฯในช่วงสถานการณ์วิกฤตขณะนี้ ทั้งๆที่เคยสัญญาว่าจะคุ้มครองจนสิ้นสุดอายุการคุ้มครอง โดยโยนความเสี่ยงที่มากขึ้นกลับคืนไปให้ประชาชน ถือเป็นการทำลายความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้บริษัทประกันภัย จึงเป็นการเอาเปรียบประชาชนอย่างยิ่ง” 
 
ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คปภ.
หมวดหมู่ข่าว: 

หน้า

Subscribe to RSS - ข่าว