ข่าว

สำนักงาน คปภ. ลงนาม MOU ร่วมกับสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เดินหน้าเชิงรุกเชื่อมข้อมูลภาครัฐผ่านศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางด้วยระบบดิจิทัลแบบครบวงจร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และการให้บริการแก่ประชาชน

< >
<
>
วันที่เผยแพร่: 
06 มีนาคม 2565

สำนักงาน คปภ. ลงนาม MOU ร่วมกับสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เดินหน้าเชิงรุกเชื่อมข้อมูลภาครัฐผ่านศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางด้วยระบบดิจิทัลแบบครบวงจร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และการให้บริการแก่ประชาชน

 

 

ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) หรือ DGA ได้จัดงานถ่ายทอดสดวันข้อมูลเปิดนานาชาติ International Open Data Day 2022 เสวนาหัวข้อ ‘Unlock Data to Innovation for a Better Life ปลดล็อคชุดข้อมูลเพื่อนวัตกรรม สู่ชีวิตที่ดีขึ้นโดยได้รับเกียรติจาก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาและมอบนโยบายผ่านวีดิทัศน์ โดยมี นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกล่าวเปิดงาน เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2565 ห้องอินฟินนิตี้ 1 โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กรุงเทพฯ  นั้น 

 

 

ในการนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ได้บูรณาการร่วมกับสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) หรือ DGA จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการและการแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยมีนายสุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ผู้บริหารของสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล นายชัยยุทธ มังศรี รองเลขาธิการ ด้านกฎหมาย คดี และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้แทนของสำนักงาน คปภ. ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการพัฒนาแนวทางการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลที่มีการจัดทำและครอบครอง โดยหน่วยงานของรัฐ 

 

 

เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า วัตถุประสงค์หลักของการจัดทำบันทึกความตกลงระหว่างสำนักงาน คปภ. และ สพร. (DGA) ก็เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนและพัฒนาแนวทางการเชื่อมโยง แลกเปลี่ยน และเปิดเผยข้อมูลดิจิทัลที่มีการจัดทำและครอบครอง โดยหน่วยงานของรัฐ ผ่านศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล เพื่อสนับสนุนการดำเนินการของหน่วยงานรัฐในการให้บริการประชาชนผ่านระบบดิจิทัล หรือศูนย์กลางข้อมูลเปิดภาครัฐ 

 

 

และเพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวมีประสิทธิภาพ ต่อเนื่อง และยั่งยืน จึงกำหนดกรอบการดำเนินงาน หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง 6 ด้านหลัก ประกอบด้วย ด้านที่ 1 แลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์ มาตรฐาน และแนวทางปฏิบัติในการเชื่อมโยง แลกเปลี่ยน และเปิดเผยข้อมูลดิจิทัลที่จัดทำและครอบครองโดยหน่วยงานของรัฐ ด้านที่ 2 พัฒนาแนวทาง รูปแบบ และระบบในการเชื่อมโยง แลกเปลี่ยน และเปิดเผยข้อมูลดิจิทัลที่จัดทำและครอบครอง โดยหน่วยงานของรัฐ ระหว่างหน่วยงานของรัฐ และอาจรวมถึงหน่วยงานของรัฐกับเอกชน ผ่านศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลาง หรือศูนย์กลางข้อมูลเปิดภาครัฐ ด้านที่ 3 เชื่อมโยงเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลที่สำนักงาน คปภ. และ สพร. จัดทำและครอบครอง ตามที่ได้รับการร้องขอ ผ่านศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลาง หรือศูนย์กลางข้อมูลเปิดภาครัฐ ด้านที่ 4 ส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมเพื่อประโยชน์ด้านการบริหารงานภาครัฐและการบริการประชาชน 

ด้านที่ 5 สพร. จะส่งเสริม สนับสนุน และให้คำปรึกษาสำนักงาน คปภ. ในการบริหารจัดการข้อมูล (Data Management) และธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) เพื่อให้ข้อมูลต่าง ของสำนักงาน คปภ. ได้รับการบริหารจัดการอย่างมีมาตรฐาน มีความมั่นคงปลอดภัย พร้อมใช้ประโยชน์ ตามหลักธรรมาภิบาลข้อมูล และด้านที่ 6 สพร.จะจัดทำนโยบาย กรอบแนวทางการเปิดเผยข้อมูลผ่านศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางหรือศูนย์กลางข้อมูลเปิดภาครัฐ 

 

 

ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. และ สพร. จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบที่กำหนด และจะต้องไม่นำข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายไปใช้ในทางที่ก่อให้เกิดความเสียหาย หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่เจ้าของข้อมูล รวมทั้งจะดำเนินการให้เจ้าหน้าที่ พนักงาน ลูกจ้าง ตัวแทน หรือบุคคลอื่นใดที่ได้รับรู้หรือรับทราบข้อมูลดังกล่าวอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ตามบันทึกข้อตกลงนี้ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวอย่างเคร่งครัด โดยเป็นการรักษาข้อมูลไว้เป็นความลับตลอดไปการทำ MOU ระหว่างสองหน่วยงานจะเป็นก้าวแรกของการบูรณาการเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ จากข้อมูลที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยจะช่วยเพิ่มศักยภาพการดูแลคุ้มครองสิทธิประโยชน์ด้านประกันภัยของประชาชนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย

หมวดหมู่ข่าว: 

คปภ. เตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจประกันภัยไทย ขยายตลาด-ลงทุน ในอาเซียน

< >
<
>
วันที่เผยแพร่: 
04 มีนาคม 2565

คปภ. เตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจประกันภัยไทย ขยายตลาด-ลงทุน ในอาเซียน

• เผยผลการศึกษาบริษัทประกันภัยไทยมีความมั่นคง น่าเชื่อถือทางการเงิน และสามารถบริหารความเสี่ยงได้ดี 
มีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เติบโตอย่างต่อเนื่อง มีผลิตภัณฑ์และช่องทางการขายที่หลากหลาย ที่สำคัญมีชื่อเสียงด้านการรักษาพยาบาล เป็นเหตุให้ชาวต่างชาติเดินทางมาซื้อกรมธรรม์และรับบริการด้านสุขภาพในไทย
 
ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2565 สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ร่วมกับบริษัท อีวาย คอร์เปอเรท เซอร์วิสเซส จำกัด เปิดเวทีสัมมนา “สรุปผลการศึกษาแนวทางการเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงินสาขาประกันภัย ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน” ในรูปแบบสัมมนา Online ผ่านระบบ Microsoft Teams โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักงาน คปภ. ผู้แทนจากสมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมประกันวินาศภัยไทย สมาคมนายหน้าประกันภัยไทย สมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน สมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ประเมินวินาศภัย สมาคมการค้าผู้สำรวจและประเมินวินาศภัยไทย บริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัย เข้าร่วมสัมมนา ซึ่งการจัดเวทีสัมมนาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจต่อสภาพตลาดประกันภัยและแนวโน้มการเติบโตที่สำคัญของธุรกิจประกันภัยในอาเซียน และกระบวนการการดำเนินธุรกิจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเตรียมความพร้อมในการเสริมสร้างธุรกิจประกันภัยให้สอดคล้องกับแนวโน้มการค้าการลงทุนภายในภูมิภาคที่สูงขึ้น รวมถึงผลักดันให้ภาคธุรกิจประกันภัยไทยให้มีบทบาทสำคัญในการขยายการลงทุนภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน
 
เลขาธิการ คปภ. ได้กล่าวเปิดงานสัมมนามีความสำคัญตอนหนึ่งว่า จากการศึกษาพบว่า บริษัทประกันภัยไทยมีความมั่นคง ความน่าเชื่อถือทางการเงิน โดยบริษัทส่วนใหญ่มีทุนจดทะเบียนหรือมีการดำรงเงินกองทุนสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด และสามารถบริหารความเสี่ยงได้ดี อีกทั้ง บริษัทประกันภัยหลายรายมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และมีช่องทางการขายที่หลากหลาย นอกจากนี้ ไทยมีชื่อเสียงด้านการรักษาพยาบาล ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือกรมธรรม์ว่าจะได้รับการรักษาพยาบาลอย่างมีคุณภาพ เป็นเหตุให้ชาวต่างชาติเดินทางมาซื้อกรมธรรม์และรับบริการด้านสุขภาพในไทย ดังนั้น สาขาประกันวินาศภัย (เฉพาะผลิตภัณฑ์บางประเภท) จึงเป็นสาขาที่มีศักยภาพในการเข้าสู่ตลาดประกันภัยของประเทศสมาชิกอาเซียน
 
 ทั้งนี้ ด้วยบริบทการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ (New Normal) ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคในด้านการใช้อินเตอร์เน็ต และการซื้อของออนไลน์ที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ จึงถือเป็นโอกาสในการขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยผ่านช่องทางออนไลน์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในประเทศไทยและแนวโน้มค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้น จะเป็นโอกาสสำหรับผลิตภัณฑ์ประกันภัยสุขภาพและประกันภัยรูปแบบบำนาญ
 ในส่วนของการผ่อนคลายสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาตินั้น จะต้องคำนึงถึงความพร้อมของภาคธุรกิจประกันภัยเป็นหลัก ซึ่งจากการศึกษาเห็นว่าการผ่อนคลายสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาตินั้นจะเป็นการสนับสนุนให้การจัดทำข้อตกลงในการเปิดเสรีทางการค้าอาเซียน ในสาขาธุรกิจประกันภัยบรรลุวัตถุประสงค์ และเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยและสมาชิกอาเซียนอื่น ๆ ส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจ สร้างทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างศักยภาพทางด้านเงินทุนให้แก่ธุรกิจประกันภัยไทย ทำให้ธุรกิจประกันภัยไทยมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงยิ่งขึ้น ตลอดจน เสริมสร้างความแข็งแกร่ง และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของตลาดประกันภัยไทย 
 
 อย่างไรก็ตาม หากมีการเปิดเสรีทางการค้าโดยที่ภาคธุรกิจไม่มีความพร้อม อาจส่งผลให้ธุรกิจประกันภัยขนาดเล็กที่ยังไม่มีความแข็งแกร่งทั้งทางด้านเงินทุนและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน อาจถูกครอบงำในการดำเนินการจากบริษัทต่างชาติ และอาจเกิดการเข้าแย่งตลาดจากบริษัทต่างชาติที่มีความได้เปรียบในเรื่องของ Economy of Scale  จึงจำเป็นต้องเร่งทำให้ธุรกิจประกันภัยของไทยมีความเข้มแข็งเพื่อจะได้มีความพร้อมในการแข่งขัน
 
ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมการสัมมนาฯส่วนใหญ่ เห็นว่าการผ่อนคลายสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติจะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อธุรกิจประกันภัย เพิ่มเงินทุนให้แก่ภาคธุรกิจ มีการถ่ายโอนความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยี อีกทั้งทำให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ ซึ่งจะเป็นการสร้างทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมสัมมนาส่วนใหญ่เห็นว่าผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ไทยมีความโดดเด่น ได้แก่ ประกันภัยรถยนต์ ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ และประกันภัยรายย่อย จึงสามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ผลจากการศึกษาจะเป็นเครื่องมือที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเตรียมความพร้อมในการเสริมสร้างธุรกิจประกันภัยให้สอดคล้องกับแนวโน้มการค้าการลงทุนภายในภูมิภาคที่สูงขึ้น ตลอดจนผลักดันให้ภาคธุรกิจประกันภัยไทยมีบทบาทสำคัญในการเข้าไปลงทุนในอาเซียน อย่างไรก็ตามการผ่อนคลายสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาตินั้นกฎหมายปัจจุบันของไทยมีความยืดหยุ่นพอสมควรและสอดคล้องกับพันธกรณีของประเทศไทยภายใต้องค์การการค้าโลกแล้ว แต่หากมีความจำเป็นที่จะต้องผ่อนคลายมากขึ้นก็ควรจะทำด้วยความระมัดระวัง และต้องคำนึงถึงความพร้อมของภาคธุรกิจประกันภัยของไทยด้วย” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย
หมวดหมู่ข่าว: 

คปภ. ออกแนวปฏิบัติให้บริษัทประกันภัยถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด กรณีการจ่ายเคลมประกันโควิดค่ารักษาพยาบาล และ/หรือค่าชดเชยรายวัน

< >
วันที่เผยแพร่: 
03 มีนาคม 2565

คปภ. ออกแนวปฏิบัติให้บริษัทประกันภัยถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด

กรณีการจ่ายเคลมประกันโควิดค่ารักษาพยาบาล และ/หรือค่าชดเชยรายวัน
ระบุหลักการถ้ารักษาในโรงพยาบาล สถานพยาบาล Hospitel โรงพยาบาลสนามเป็นผู้ป่วยในให้จ่ายทุกกรณี 
ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงาน คปภ. ได้จัดการประชุมร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมประกันวินาศภัยไทย และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2565 เพื่อหาทางออกร่วมกันกรณีโรงพยาบาลเอกชนปฏิเสธรับผู้ป่วยติดเชื้อโควิด หากไม่เข้าหลักเกณฑ์ของสมาคมประกันชีวิตไทย และกรณีที่บริษัทประกันภัย
บางบริษัทปฏิเสธการจ่ายค่าเคลม ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้เอาประกันภัยที่ติดเชื้อโควิด ที่เข้ารับการรักษาพยาบาล
 
จากผลการประชุมหารือทำให้ได้ข้อยุติในหลักการเกี่ยวกับแนวทางการให้ความคุ้มครองตามสัญญาประกันสุขภาพ COVID-19 กรณีมีการ admit เป็นผู้ป่วยใน ในโรงพยาบาล สถานพยาบาล Hospitel และโรงพยาบาลสนาม ตามที่มีการเผยแพร่ผลการประชุมไปแล้ว โดยขณะนี้สำนักงาน คปภ. ได้นำหลักการดังกล่าวไปออกแนวปฏิบัติเป็นที่เรียบร้อย และได้มีหนังสือแจ้งบริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันวินาศภัย สมาคมประกันชีวิตไทย และสมาคมประกันวินาศภัยไทย ให้ถือปฏิบัติแล้ว เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2565 
 
ทั้งนี้แนวปฏิบัติฯมีเนื้อหาสาระสำคัญดังนี้ 
1. ให้ใช้กับสิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์ประกันภัยที่บริษัทได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียน ซึ่งบริษัทออกให้แก่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้ได้รับความคุ้มครอง และกรมธรรม์ประกันภัยยังมีผลใช้บังคับ
  2. กำหนดคำจำกัดความของ “กรมธรรม์ประกันภัย COVID-19” ให้หมายถึง กรมธรรม์ประกันภัย ข้อตกลงคุ้มครองสัญญาเพิ่มเติม เอกสารแนบท้าย หรือบันทึกสลักหลัง ที่ให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลและ/หรือค่าชดเชยรายวันหรือค่าชดเชยรายได้กรณีผู้เอาประกันภัยหรือผู้ได้รับความคุ้มครองที่เจ็บป่วยจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และได้เข้ารับการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในในสถานพยาบาล ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไรก็ตาม และ“สถานพยาบาล” ให้หมายความว่า โรงพยาบาล สถานพยาบาล Hospitel และโรงพยาบาลสนาม แต่ไม่หมายความรวมถึงสถานที่ที่ใช้ในการดูแลรักษาแบบ Home Isolation หรือ Community Isolation
 โดยแนวปฏิบัตินี้กำหนดให้บริษัทต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลและ/หรือค่าชดเชยรายวันหรือค่าชดเชยรายได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย COVID-19 ตามกรณี ดังต่อไปนี้ 
 
          1. ผู้เอาประกันภัยหรือผู้ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย COVID-19 ที่เจ็บป่วยจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และเข้ารับการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน ในสถานพยาบาลตามเกณฑ์ในการนำส่งต่อผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลที่กำหนดตามแนวทางปฏิบัติสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ในการให้คำแนะนำผู้ป่วยและการจัดบริการผู้ป่วยโควิด-19 แบบ Home Isolation หรือแนวทางปฏิบัติอื่นเกี่ยวกับการรักษาหรือการจัดบริการผู้ป่วยโควิด-19 ของกระทรวงสาธารณสุข หรือ 
           2. ผู้เอาประกันภัยหรือผู้ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย COVID-19 ที่เจ็บป่วยจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และอาการหรือภาวะการป่วยไม่เป็นไปตาม ข้อ1. แต่แพทย์ผู้ทำการรักษามีดุลพินิจว่า
มีความจำเป็นทางการแพทย์ต้องเข้ารับการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในในสถานพยาบาลและได้รับการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในในสถานพยาบาล
 
เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า “การกำหนดแนวปฏิบัติข้างต้นจะช่วยลดความสับสนและวางแนวปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อให้บริษัทประกันภัยถือปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกัน ทำให้ช่วยลดข้อพิพาทและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้เอาประกันภัยที่เจ็บป่วยจากการติดเชื้อโควิดแล้วเข้ารับการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในในโรงพยาบาล สถานพยาบาล Hospitel และโรงพยาบาลสนาม แต่ไม่สามารถเคลมค่ารักษาพยาบาล และ/หรือค่าชดเชยรายวันได้ ส่วนประเด็นเรื่องแนวปฏิบัติใหม่ของกระทรวงสาธารณสุขที่เพิ่งกำหนดให้การดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ที่อยู่ในช่วงระยะเวลาแพร่เชื้อมีความจำเป็นที่จะต้องให้ผู้ป่วยแยกจากคนอื่นในสถานพยาบาล ณ ที่พำนักของผู้ป่วย (Home Isolation (HI) , CI และ Hotel Isolation เป็นสถานพยาบาลอื่นที่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาลด้วยนั้น ได้ข้อสรุปเบื้องต้นจากการประชุมร่วมกันว่าให้อนุโลมจ่ายในกรณีจำเป็นเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้เอาประกันภัย ซึ่งสำนักงาน คปภ. ได้มีการนัดประชุมหารือในรายละเอียดกับภาคธุรกิจประกันภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว และเมื่อได้ผลสรุปจะเร่งออกแนวปฏิบัติเพื่อให้ภาคธุรกิจประกันภัยถือปฏิบัติต่อไป” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย
 
หมวดหมู่ข่าว: 

ถกด่วน..! 4 ฝ่าย "คปภ.-กระทรวงสาธารณสุข-ภาคธุรกิจประกันภัย-สมาคมโรงพยาบาลเอกชน" กรณีเกณฑ์รับผู้เอาประกันภัยติดโควิด

< >
<
>
วันที่เผยแพร่: 
26 กุมภาพันธ์ 2565

ถกด่วน..!  4 ฝ่าย "คปภ.-กระทรวงสาธารณสุข-ภาคธุรกิจประกันภัย-สมาคมโรงพยาบาลเอกชน" กรณีเกณฑ์รับผู้เอาประกันภัยติดโควิด

ที่ประชุมได้ข้อสรุป 2 ประเด็นร้อน ให้บริษัทประกันภัยจ่ายเคลมทุกกรณี หากแอดมิทเป็นผู้ป่วยใน 
ในสถานพยาบาล หรือ Hospitel ตามมาตรฐานทางการแพทย์ ส่วนกรณี Home Isolation (HI) 
เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนผู้เอาประกันภัย ให้บริษัทประกันภัยพิจารณาจ่ายเคลมเป็นรายกรณีโดยอนุโลมตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งจะมีการหารือในรายละเอียดโดยเร็ว
 
ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่สมาคมประกันชีวิตไทยได้ออกหนังสือแจ้งเวียนบริษัทสมาชิกเกี่ยวกับแนวปฏิบัติการให้ความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัยสุขภาพ สำหรับผู้เอาประกันภัยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยอ้างอิงจากประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง แนวปฏิบัติสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ในการให้คำแนะนำผู้ป่วยและการจัดบริการผู้ป่วยโควิด-19 แบบ Home Isolation โดยให้สมาชิกฯ เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นไป
ภายหลังจากที่สมาคมประกันชีวิตไทยได้มีการสื่อสารแนวปฏิบัติดังกล่าวออกไป ปรากฏว่า ได้มีการตีความและมีข้อถกเถียงกันเป็นวงกว้าง ตลอดจนโรงพยาบาลเอกชนได้มีการปฏิเสธรับผู้ป่วยติดเชื้อโควิด หากไม่เข้าตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว เนื่องจากเกรงว่าบริษัทประกันภัยจะปฏิเสธการจ่ายสินไหมทดแทน ส่งผลทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 
ที่ทำประกันภัยได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก
ดังนั้น เพื่อคลี่คลายสถานการณ์และหาทางออกร่วมกัน เลขาธิการ คปภ. ได้ประชุมคณะผู้บริหารของสำนักงาน คปภ. หลายครั้ง ตลอดจนประชุมร่วมกับภาคธุรกิจประกันภัย จนได้รับทราบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จากนั้น
ตนในฐานะนายทะเบียนจึงมอบหมายให้ นายชูฉัตร ประมูลผล รองเลขาธิการ ด้านกำกับ และนายชัยยุทธ มังศรี 
รองเลขาธิการ ด้านกฎหมาย คดี และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ จัดการประชุมเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2565 
ผ่านระบบออนไลน์ ร่วมกับ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กองกฎหมายกระทรวงสาธารณสุข สมาคมโรงพยาบาลเอกชน สมาคมประกันชีวิตไทย และสมาคมประกันวินาศภัยไทย เพื่อให้ได้ข้อยุติในประเด็นปัญหาดังกล่าว
 
จากการประชุมครั้งนี้ ได้ข้อสรุปเบื้องต้นร่วมกันใน 2 ประเด็น คือ ประเด็นแรก กรณีที่แนวปฏิบัติการให้ความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัยสุขภาพ ของสมาคมประกันชีวิตไทย ที่มีข้อความที่ไม่สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติที่หน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขกำหนด ที่ประชุมได้ข้อสรุปว่า หากมีการ admit เป็นผู้ป่วยใน ในสถานพยาบาล หรือ Hospitel แล้ว บริษัทประกันภัยจะต้องให้ความคุ้มครอง เพราะถือว่า เป็นกรณีที่มีความจำเป็นทางการแพทย์และเป็นไปตามมาตรฐานทางการแพทย์ และเป็นกรณีที่สอดคล้องกับเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว ซึ่งสำนักงาน คปภ. จะได้เร่งออกแนวปฏิบัติให้บริษัทประกันภัยถือปฏิบัติต่อไป
 
ประเด็นที่ 2 กรณีที่แนวทางปฏิบัติใหม่ของกระทรวงสาธารณสุข กำหนดให้การดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ที่อยู่ในช่วงระยะเวลาแพร่เชื้อมีความจำเป็นที่จะต้องให้ผู้ป่วยแยกจากคนอื่น “ในสถานพยาบาล ณ ที่พำนักของผู้ป่วย” (Home Isolation (HI) โดยถือว่าเป็นผู้ป่วยของสถานพยาบาล
ที่ประชุมเห็นว่า ความเห็นของกระทรวงสาธารณสุขที่กำหนดให้การรักษาแบบ HI , CI และ Hotel Isolation เป็นสถานพยาบาลอื่นที่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล ส่วนนี้ภาคธุรกิจประกันภัยไม่มีข้อโต้แย้ง แต่เนื่องจากความเห็นดังกล่าวเพิ่งจะมีขึ้นหลังจากที่มีการจัดทำกรมธรรม์ประกันภัยสุขภาพและประกันภัยโควิดแล้ว ซึ่ง ณ ขณะที่มีการกำหนดเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวยังไม่มีกรณีของ HI , CI และ Hotel Isolation 
การพิจารณาว่าผู้ป่วยดังกล่าวเข้าข่ายเป็นผู้ป่วยใน ในสถานพยาบาลหรือไม่ จึงจำเป็นต้องพิจารณาตามเงื่อนไขของกรมธรรม์เป็นหลัก โดยเป็นเรื่องที่คู่สัญญาตกลงกันในขณะทำสัญญาประกันภัย รวมทั้งต้องพิจารณาความจำเป็นทางการแพทย์และมาตรฐานทางการแพทย์ประกอบด้วย
ทั้งนี้ ตามกรมธรรม์ประกันภัยมีการกำหนดเงื่อนไขความคุ้มครอง ข้อยกเว้นต่าง ๆ ไว้อย่างชัดเจน ดังนั้น การพิจารณาให้ความคุ้มครองตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย จึงต้องพิจารณาองค์ประกอบเรื่องรูปแบบการรักษาว่าเป็นแบบผู้ป่วยใน หรือผู้ป่วยนอก รวมทั้งต้องพิจารณาคำนิยามสถานพยาบาลร่วมด้วย การให้ความคุ้มครองที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดในกรมธรรม์ประกันภัยกระทบต่อการคิดอัตราเบี้ยประกันภัยและยังกระทบกับสัญญาประกันภัยต่อ ที่บริษัทประกันภัยไทยทำไว้กับบริษัทรับประกันภัยต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศ 
 
อย่างไรก็ดี เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้เอาประกันภัย จึงเห็นว่าควรมีการพิจารณาอนุโลมจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่าชดเชยรายวันให้แก่ผู้เอาประกันภัยที่รักษาตัวแบบ HI หรือ CI ในกรณีที่จำเป็น ซึ่งสำนักงาน คปภ. จะร่วมหารือกับกระทรวงสาธารณสุข ภาคธุรกิจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเร็วเพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางปฏิบัติให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันต่อไป
 
“การจัดประชุมครั้งนี้ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความเห็นและมุมมอง ส่งผลให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันในระดับหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องบูรณาการร่วมกันเพื่อหาข้อยุติและลดผลกระทบต่อประชาชน สำหรับแนวทางที่สำนักงาน คปภ. จะดำเนินการต่อไปคือเร่งออกแนวปฏิบัติให้บริษัทประกันภัยถือปฏิบัติในประเด็นการจ่ายเคลมกรณีที่มีการแอดมิทในโรงพยาบาลหรือ Hospitel ส่วนประเด็นเรื่องค่าชดเชยรายวันในกรณี HI , CI และ hotel isolation ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทรวงสาธารณสุขเพิ่งมีความเห็นให้ขยายความนิยามของผู้ป่วยใน จึงไม่ตรงกับเงื่อนไขในกรมธรรม์ ส่วนนี้ได้ข้อยุติว่าให้อนุโลมจ่ายในกรณีจำเป็น ซึ่งจะเร่งหารือในรายละเอียดโดยเร็ว” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย
 
                              
 
หมวดหมู่ข่าว: 

คปภ. ปฐมนิเทศนักศึกษา วปส. รุ่นที่ 10 ฉายภาพระบบงานของ คปภ. พร้อมย้ำภารกิจในการช่วยแก้วิกฤตเร่งฟื้นฟูธุรกิจประกันภัยเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา และขับเคลื่อนนโยบายในการกำกับและส่งเสริมธุรกิจประกันภัยภายใต้ New Normal Digital Economy

< >
<
>
วันที่เผยแพร่: 
21 กุมภาพันธ์ 2565

คปภ. ปฐมนิเทศนักศึกษา วปส. รุ่นที่ 10 ฉายภาพระบบงานของ คปภ.

พร้อมย้ำภารกิจในการช่วยแก้วิกฤตเร่งฟื้นฟูธุรกิจประกันภัยเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา
และขับเคลื่อนนโยบายในการกำกับและส่งเสริมธุรกิจประกันภัยภายใต้ New Normal Digital Economy
 
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) โดยสถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง (วปส.) ได้จัดปฐมนิเทศนักศึกษา วปส. รุ่นที่ 10 ประจำปี 2565 เพื่อให้ความรู้หลักการพื้นฐานด้านประกันภัย บทบาทหน้าที่ของสำนักงาน คปภ. เชื่อมความสัมพันธ์ รวมทั้งการแนะนำการศึกษาค้นคว้าเพื่อทำรายงานวิชาการการศึกษากลุ่ม (Group Project : GP) ตลอดจนการทำกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ร่วมกัน ระหว่างวันที่ 17-19 กุมภาพันธ์ 2565 ณ โรงแรมโรแมนติค รีสอร์ท แอนด์ สปา เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา
 
ในโอกาสนี้ ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ “นโยบายของสำนักงาน คปภ. กับความท้าทายในการกำกับและส่งเสริมธุรกิจประกันภัยภายใต้ New Normal Digital Economy” โดยมีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า การกำกับดูแลของสำนักงาน คปภ. ในปัจจุบันจะกำกับดูแลเท่าที่จำเป็น แต่ดำเนินการเชิงรุกในลักษณะ Proactive โดยจะเน้นการส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีด้านประกันภัยใหม่ ๆ และให้ความสำคัญกับการส่งเสริมประชาชนทุกระดับสามารถเข้าถึงระบบประกันภัย ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ด้านประกันภัย นอกจากนี้ ในส่วนของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ มุ่งเน้นสนับสนุนให้ผลิตภัณฑ์ประกันภัยแบบ Customer-Centric โดยคำนึงความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ทั้งนี้การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการทำประกันภัย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็น Lesson Learned ที่จะต้องนำมาปรับปรุงทุกองคาพยพในระบบประกันภัย รวมทั้งยังจำเป็นต้องเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นของธุรกิจประกันภัย พร้อมขับเคลื่อนภาคธุรกิจประกันภัยไปสู่ยุค Digital New Normal อย่างแท้จริง
 
การปฐมนิเทศครั้งนี้ยังมีการบรรยายวิชาการในหัวข้อ “หลักการและกฎหมายประกันภัยที่ควรรู้” โดย นายชัยยุทธ มังศรี รองเลขาธิการ ด้านกฎหมาย คดี และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ ซึ่งได้ฉายภาพหลักการและสาระสำคัญของกฎหมายประกันภัยทั้งระบบที่จำเป็นจะต้องทราบ พร้อมหยิบยกกรณีศึกษาเป็นประเด็นข้อกฎหมายในเรื่องประกันภัยโควิดแบบ เจอ-จ่าย-จบ รวมทั้งมีการแนะนำ “หลักเกณฑ์วิธีการทำรายงานวิชาการการศึกษากลุ่ม (Group Project : GP)” โดย ดร.นิรัตน์  ทรัพย์ทวีธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายสถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง ได้ให้คำแนะนำแนวทางการศึกษาค้นคว้าเพื่อทำรายงานวิชาการแก่นักศึกษา นอกจากนี้ ได้ทำกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์โดยทำบุญและร่วมกันทำความสะอาดบริเวณวัด ณ วัดคลองตาลอง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา อีกด้วย
 
“การปฐมนิเทศ วปส.รุ่นที่ 10 ครั้งนี้ถือได้ว่าครบเครื่องและเข้มข้นในด้านวิชาการเพื่อปูพื้นฐานความรู้หลักการด้านการประกันภัยให้กับนักศึกษาก่อนเริ่มเรียนจริงและกิจกรรมเสริมสร้างความสัมพันธ์การละลายพฤติกรรม เพื่อให้นักศึกษาทุกคนมีส่วนร่วม โดยเน้นพัฒนาการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริงและแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ร่วมกันก่อนที่จะเข้าห้องเรียนเพื่อศึกษาแบบสหวิทยาการด้านประกันภัย รวมทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมในการจัดทำรายงานวิชาการการศึกษากลุ่มตามหัวข้อยุทธศาสตร์ประกันภัยด้านต่าง ๆ ที่ต้องการขับเคลื่อน อันจะช่วยส่งเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบประกันภัยของไทยอีกด้วย” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย
หมวดหมู่ข่าว: 

คปภ. ส่งมอบความรัก ความปรารถนาดี “วันวาเลนไทน์” ผ่านกิจกรรม “ส่งรักทั่วไทย อุ่นใจเมื่อมีประกันภัย พ.ร.บ.”

< >
<
>
วันที่เผยแพร่: 
15 กุมภาพันธ์ 2565

คปภ. ส่งมอบความรัก ความปรารถนาดี “วันวาเลนไทน์”

ผ่านกิจกรรม “ส่งรักทั่วไทย อุ่นใจเมื่อมีประกันภัย พ.ร.บ.”
 
ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “ส่งรักทั่วไทย อุ่นใจเมื่อมีประกันภัย พ.ร.บ.” ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งของ “โครงการ พ.ร.บ. รุกทั่วไทย” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการรณรงค์สร้างความรู้ ความเข้าใจ แก่ประชาชน ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดทำประกันภัย พ.ร.บ. รวมทั้งความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย และสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย โดยมีผู้บริหาร ของสำนักงาน คปภ. ส่วนกลาง สำนักงาน คปภ. ภาค 1 (เชียงใหม่) สำนักงาน คปภ. จังหวัดลำปาง ผู้แทนส่วนราชการ อาสาสมัครประกันภัย และประชาชนในพื้นที่จังหวัดลำปาง เข้าร่วมงาน พร้อมทั้ง ได้รับเกียรติจาก นายสิธิชัย จินดาหลวง ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เข้าร่วมงานและกล่าวต้อนรับ ผ่านทางระบบออนไลน์ (ZOOM Webinar) เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
สำหรับกิจกรรมในงานดังกล่าว มีการปล่อยขบวนคาราวานรถจักรยานยนต์กว่า 100 คัน เพื่อรณรงค์สร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนในจังหวัดลำปาง โดยใช้เส้นทางจากมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ไปยังแหล่งชุมชนในจังหวัดลำปาง ภายใต้มาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ของจังหวัดอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับการประกันภัยตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ โดยจัดเวทีเสวนาให้ความรู้ในหัวข้อ “สิทธิประโยชน์ของประกันภัย พ.ร.บ.” จากผู้แทนของสำนักงาน คปภ. โดยมีคุณดาว อภิสรา นุตยกุล เป็นผู้ดำเนินรายการ และการจัด Talk Show จากอาจารย์สมชาย หนองฮี บรรยายความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการประกันภัยภาคบังคับ หรือประกันภัย พ.ร.บ. ในหัวข้อ “ประกันภัย พ.ร.บ. มีไว้ ดีอย่างไร” 
 
ในโอกาสนี้ เลขาธิการ คปภ. ได้กล่าวเปิดกิจกรรม ในตอนหนึ่งว่า จากสถิติที่ผ่านมา พบว่า มีผู้ได้รับอุบัติเหตุจากรถเพิ่มสูงขึ้นในทุก ๆ ปี  โดยในปี 2564 มีผู้ประสบภัยจากรถสูงถึง 895,130 ราย แบ่งออกเป็น ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 881,405 ราย ทุพพลภาพ จำนวน 163 ราย และเสียชีวิตสูงถึง 13,562 ราย หรือคิดเป็นผู้ประสบภัยจากรถและเสียชีวิตจำนวนถึง 37 คนต่อ 1 วัน โดยเป็นการเสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์คิดเป็นอัตราร้อยละ 80 ของการเสียชีวิตทั้งหมด  สำหรับวงเงินความคุ้มครองของประกันภัย พ.ร.บ. ปัจจุบันให้ความคุ้มครองสูงสุดถึง 500,000 บาท สำหรับผู้ประสบภัยจากรถที่ไม่ได้เป็นฝ่ายผิด โดยเบี้ยประกันภัย พ.ร.บ. ขึ้นอยู่กับประเภทและขนาดของรถ ทั้งนี้ เจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถทุกคันมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องจัดให้มีการประกันภัย พ.ร.บ. หากฝ่าฝืนไม่จัดให้มีการประกันภัย พ.ร.บ. จะมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท หรือหากเป็นผู้ที่ใช้รถที่ไม่ทำประกันภัย พ.ร.บ. จะมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ดังนั้น หากเป็นทั้งเจ้าของรถที่ไม่ทำประกันภัย พ.ร.บ. และได้นำรถคันนั้นออกไปใช้เองจะมีความผิดทั้ง 2 ข้อหา โดยมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท
เลขาธิการ คปภ. กล่าวด้วยว่า จากข้อมูลสถิติของกรมการขนส่งทางบก พบว่า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 
มีจำนวนรถทุกประเภทที่จดทะเบียนสะสมทั่วประเทศกว่า 42.31 ล้านคัน โดยเป็นรถที่จัดให้มีการประกันภัย พ.ร.บ. เพียง 29.02 ล้านคัน หรือประมาณร้อยละ 68.59 ของรถที่จดทะเบียนทั้งหมด และโดยเฉพาะรถจักรยานยนต์มีการจดทะเบียนสะสม จำนวน 21.68 ล้านคัน แต่มีรถที่จัดให้มีการประกันภัย พ.ร.บ. จำนวน 12.80 ล้านคัน หรือประมาณร้อยละ 59.04 และจากสถิติการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยจากรถ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 พบว่า
มีการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยจากรถเป็นจำนวนสูงถึง 180 ล้านบาท จากตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ายังมีรถที่อยู่นอกระบบการประกันภัย พ.ร.บ. อีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายังมีเจ้าของรถจำนวนมากที่ยังไม่เข้าใจและเล็งเห็นถึงความสำคัญของการมีประกันภัย พ.ร.บ. เพื่อนำไปเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงภัย หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นจากการใช้รถใช้ถนน 
 
“กิจกรรม “ส่งรักทั่วไทย อุ่นใจเมื่อมีประกันภัย พ.ร.บ.” ภายใต้ “โครงการ พ.ร.บ. รุกทั่วไทย” ที่จังหวัดลำปางจัดงานขึ้นในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งตรงกับวันวาเลนไทน์ สำนักงาน คปภ. จึงขอส่งความรัก ความปรารถนาดีจากใจชาว คปภ. โดยมอบประกันภัย พ.ร.บ. จำนวน 10,000 ฉบับ ให้แก่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถจักรยานยนต์ และท่านสามารถเข้าไปลงทะเบียนรับสิทธิ์ได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายตามเงื่อนไขที่กำหนด ที่ www.พรบรุกทั่วไทย.com จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2565” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย
 
หมวดหมู่ข่าว: 

คปภ. ปลดชนวนปัญหากรณี อู่ซ่อมรถยนต์ “เทลูกค้า” อาคเนย์ประกันภัย จัดประชุมผ่านระบบ Microsoft Teams ถก 4 ฝ่าย ได้ข้อยุติแนวทางแก้ไขปัญหา

< >
<
>
วันที่เผยแพร่: 
12 กุมภาพันธ์ 2565
คปภ. ปลดชนวนปัญหากรณี อู่ซ่อมรถยนต์ “เทลูกค้า” อาคเนย์ประกันภัย
จัดประชุมผ่านระบบ Microsoft Teams ถก 4 ฝ่าย ได้ข้อยุติแนวทางแก้ไขปัญหา
 
 
ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวผ่านสื่อมวลชนหลายแขนง โดยระบุว่า อู่ซ่อมรถยนต์ส่วนใหญ่ ปฏิเสธรับซ่อมรถยนต์จากบริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2565 ไปจนกว่าจะมีความชัดเจน
จากบริษัทฯ ซึ่งอู่ซ่อมรถยนต์ระบุเหตุผลว่า เนื่องจากอู่จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถยนต์เองทั้งหมด และต้องไปทำการตั้งเบิกในภายหลัง โดยมีความกังวลว่าจะไม่สามารถเบิกค่าซ่อมรถยนต์จากบริษัท อาคเนย์ฯ ได้ หรือให้ผู้เอาประกันภัยชำระค่าซ่อมไปก่อนแล้วนำเอกสารไปตั้งเบิกกับบริษัท อาคเนย์ฯ ในภายหลัง 
เพื่อมิให้ประชาชนผู้เอาประกันภัยได้รับผลกระทบและเดือดร้อนสำนักงาน คปภ. ได้ติดตามสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิดเพื่อหาแนวทางแก้ไข โดยเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2565 เลขาธิการ คปภ. ได้มอบหมายให้ นายชัยยุทธ มังศรี รองเลขาธิการ ด้านกฎหมาย คดี และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ เป็นประธานในการประชุมหารือกรณีอู่ซ่อมรถยนต์ในเครือของบริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) ปฏิเสธการจัดซ่อมรถยนต์ของผู้เอาประกันภัย ผ่านระบบ Microsoft Teams  โดยมี นายโสรัจจ์ แรกสกุลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ สำนักงาน คปภ. นายชยพล หมื่นแก้ว ผู้อำนวยการฝ่ายประเมินราคา บริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) นายศุภกร ลีภัทรวรกุล นายกสมาคมอู่กลางการประกันภัย ดร. ธีระพงศ์ ธนเจริญรัตน์ เลขาธิการสมาคมอู่กลางการประกันภัย นางภัณฑิรา จงปิติทรัพย์ นายกสมาคมการซ่อมรถยนต์แห่งประเทศไทย และนางสาวกัลยา จุกหอม ผู้แทนสมาคมประกันวินาศภัยไทย เข้าร่วมประชุมด้วย
 
 
จากการประชุมครั้งนี้ ผู้แทนจากบริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้ชี้แจงว่าบริษัทฯ ได้รับทราบปัญหาและไม่ได้นิ่งนอนใจกรณีตามที่เป็นข่าวว่าอู่ในเครือของบริษัท อาคเนย์ฯ ขาดความเชื่อมั่นในการรับซ่อมรถยนต์ให้กับลูกค้าของบริษัทฯ โดยบริษัทฯ ได้ทำความเข้าใจกับอู่ไปแล้ว และได้กำหนดแนวทางและมาตรการในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับอู่และผู้เอาประกันภัย ดังนี้ 1. กำหนดให้บริษัท อาคเนย์ฯ จะจ่ายเงินค่าซ่อมให้กับอู่คู่สัญญาภายใน 3 วัน นับแต่วันที่อู่ได้วางบิลกับบริษัท อาคเนย์ฯ 2. หากอู่คู่สัญญารายใดไม่เชื่อมั่นว่าจะเบิกค่าซ่อมได้หรือไม่ บริษัท อาคเนย์ฯ พร้อมจะจ่ายค่าซ่อมทันทีก่อนจัดซ่อมรถยนต์เสร็จ 3 วันทำการ โดยปัจจุบันบริษัท อาคเนย์ฯ มีอู่คู่สัญญาที่กลับมารับงานซ่อมครอบคลุมทั่วประเทศแล้ว จำนวน 390 อู่ ศูนย์บริการ จำนวน 281 ศูนย์ อย่างไรก็ดี หากผู้เอาประกันภัยของบริษัท อาคเนย์ฯ ประสบปัญหาอู่คู่สัญญาของบริษัท อาคเนย์ฯ ปฏิเสธการจัดซ่อมรถยนต์ สามารถติดต่อได้ที่สายด่วน 1726 ทั้งนี้ผู้แทนจากบริษัทฯ ยืนยันว่าปัจจุบันทั้งเรื่องการอนุมัติราคา การติดตามการซ่อม และการจัดอะไหล่จะไม่เป็นประเด็นปัญหาต่อผู้เอาประกันภัยของบริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ในส่วนของสมาคมอู่กลางการประกันภัย และสมาคมการซ่อมรถยนต์แห่งประเทศไทย ได้มีข้อเสนอแนะดังนี้ 1. ให้อู่ที่รับซ่อมรถเสนอราคาและบริษัทฯ คุมราคาพร้อมอนุมัติค่าซ่อมโดยเร็ว แล้วตั้งเบิกให้อู่ซ่อมก่อนจ่ายในนามอู่ซ่อมแล้วส่งภาพการซ่อมอะไหล่คืนตามหลังในระบบ EMCS เนื่องจากเป็นกรณีที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนผู้เอาประกันภัย ประกอบกับมีข่าวทางโซเชียลเกี่ยวกับการขอยกเลิกกรมธรรม์ประกันภัย 2. ให้บริษัทฯ เป็นผู้จัดหาอะไหล่การซ่อมให้แก่อู่ และ 3. ค่าแรงการซ่อมรถที่บริษัทฯ อนุมัติแล้วให้สามารถเบิกได้ครั้งเดียว หากมีรายการต่อเนื่องอู่ซ่อมจะไม่สามารถเบิกค่าแรงเพิ่มภายหลังได้ ในกรณีที่บริษัทฯ เป็นผู้จัดหาอะไหล่ อู่สามารถเบิกอะไหล่จากบริษัทฯเพิ่มเติมได้เป็นระยะ
 
 
 ทั้งนี้ ที่ประชุมมีข้อสรุปร่วมกันระหว่างผู้แทนจากอู่ซ่อมรถยนต์ กับบริษัท อาคเนย์ฯ ดังนี้ 1. ให้มีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องระหว่างบริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) สมาคมอู่กลางการประกันภัย และสมาคมการซ่อมรถยนต์แห่งประเทศไทย เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาให้กับผู้เอาประกันภัยที่นำรถเข้าซ่อม 2. ให้บริษัท อาคเนย์ฯ แจ้งอู่ในเครือของบริษัทฯ ให้รับทราบเกี่ยวกับแนวทางและมาตรการในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับอู่ซ่อมรถยนต์และผู้เอาประกันภัย และ 3. ให้บริษัท อาคเนย์ฯ เพิ่มการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ซึ่งทางสำนักงาน คปภ. ได้กำชับให้บริษัทฯ ดำเนินการตามแนวทางของที่ประชุมอย่างเคร่งครัด เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อผู้เอาประกันภัย โดยให้รายงานความคืบหน้าต่อสำนักงาน คปภ. โดยเร็ว
หมวดหมู่ข่าว: 

รัฐมนตรีคลัง เป็นประธานเปิดหลักสูตร วปส. รุ่นที่ 10 ของสำนักงาน คปภ. มอบนโยบายประกันภัยเชิงรุกตอบโจทย์ความเสี่ยงใหม่นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้พร้อมย้ำให้ระบบประกันภัยต้องคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชน

< >
<
>
วันที่เผยแพร่: 
11 กุมภาพันธ์ 2565

 

 

รัฐมนตรีคลัง เป็นประธานเปิดหลักสูตร วปส. รุ่นที่ 10 ของสำนักงาน คปภ. มอบนโยบายประกันภัยเชิงรุกตอบโจทย์ความเสี่ยงใหม่นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้พร้อมย้ำให้ระบบประกันภัยต้องคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชน

 

 

ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2565 ได้รับเกียรติจาก นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  เป็นประธานในพิธีเปิดการศึกษาอบรมหลักสูตรวิทยาการประกันภัยระดับสูง (วปส.) รุ่นที่ 10 ประจำปี .. 2565 ห้อง เลอ คองคอร์ด บอลรูม ชั้น 2 โรงแรมสวิสโฮเต็ล รัชดา กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และธุรกิจประกันภัย ให้มีองค์ความรู้ด้านการประกันภัย ทั้งการประกันชีวิต การประกันวินาศภัย การบริหารจัดการความเสี่ยงภัยในด้านต่าง และมีการแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อคิดเห็น ตลอดจนการเป็นผู้นำที่มีคุณธรรม จริยธรรม และการบริหารจัดการเชิงสร้างสรรค์ นำองค์กรไปสู่ความสำเร็จโดยสอดคล้องกับสภาวการณ์การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของโลก 

ในโอกาสนี้ นายอาคม พิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนของประเทศกับบทบาทของประกันภัยในยุค New Normal”  โดยมีใจความตอนหนึ่งว่า สำนักงาน คปภ. มีบทบาทที่สำคัญในการพัฒนาและวางรากฐานของธุรกิจประกันภัยในประเทศไทยให้มีความมั่นคงและน่าเชื่อถือในระดับสากล รวมทั้งส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยใหม่ เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงของประชาชนอย่างทั่วถึง และทำให้ระบบการประกันภัยของประเทศไทยมีมาตรฐานเทียบเท่ากับระดับสากล แต่สิ่งที่ยังต้องดำเนินการต่อไปก็คือจะทำอย่างไรให้ธุรกิจประกันภัยมีความมั่นคงและเติบโตอย่างยั่งยืนจากกระแสการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ควบคู่ไปกับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนด้านประกันภัย โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ สภาพความเป็นอยู่ของสังคม และประชาชนทุกภาคส่วนทั่วโลกและของไทย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพในทุกมิติ เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนกำกับดูแลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของธุรกิจประกันภัยในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็น Digital Insurance Regulator เพื่อสร้างมาตรฐานการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการเตรียมความพร้อมของอุตสาหกรรมประกันภัยเพื่อรองรับการดำเนินงานตามกรอบความร่วมมือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ตลอดจนแผนพัฒนาดิจิทัลของรัฐบาลที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน 

 

นอกจากนี้มีความเชื่อมั่นว่าในระยะต่อไป หลังจากที่เราผ่านพ้นวิกฤตโควิดแล้ว ยังเชื่อว่าธุรกิจประกันภัยจะเป็นเครื่องมือในการระดมเงินออมไปสู่การลงทุนที่สำคัญ พร้อมมอบนโยบาย 3 เรื่อง ดังนี้ 1. เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของประชาชน ไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่เป็นทั่วโลก โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและพัฒนาโมบายแอปให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น รวมถึงการให้บริการภาครัฐ การทำธุรกรรมระหว่างเอกชนกับภาครัฐ โดยเฉพาะระบบการชำระภาษี ก็มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เชื่อว่าดิจิทัลจะเป็นเรื่องหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในช่วงหลังโควิด และการทำธุรกิจ การทำธุรกรรมก็ผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น 2. การเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ ทั่วโลกเริ่มมีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งที่เกิดจากมนุษย์ และจากภัยธรรมชาติ เรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจประกันภัยที่ดำเนินการมาคือ การประกันภัยพืชผลทางการเกษตร ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการโครงการพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ได้แก่ การประกันภัยข้าวนาปี และการประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นหลักประกันให้เกษตรกรผ่านระบบประกันภัยเข้ามาบริหารจัดการความเสี่ยง และได้ดำเนินการในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พบว่าประสบความสำเร็จด้วยดีมาโดยตลอด ซึ่งแน่นอนว่าความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่คาดการณ์ไม่ได้ อาจจะทำให้ผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามคาด แต่ช่วยลดภาระภาครัฐในการช่วยเหลือเกษตรกร สำหรับผลิตภัณฑ์ประกันภัยจะต้องมีการพัฒนาต่อเนื่องไป และ 3. สภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมสูงอายุ เรื่องนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ภาคธุรกิจประกันภัยจะต้องคำนึง และการให้ประกันภัยเข้ามาดูแลประชาชนพร้อมยืนยันอีกว่าระบบประกันภัยยังมีความมั่นคง และหลักสูตรควรจัดให้มีการนำ Case Study มาถกเพื่อระดมความคิดเห็น พร้อมข้อเสนอแนะเพื่อหาแนวทางการแก้ไข โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจประกันภัย และหน่วยงานกำกับดูแล จะร่วมมือกันผลักดันให้ระบบประกันภัยไทยมีการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนและได้รับความเชื่อถือไว้วางใจจากประชาชนในการนำระบบประกันภัยเข้าไปเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงภัยในทุกมิติอย่างครบวงจร

 

 

ในการนี้ เลขาธิการ คปภ. ได้กล่าวรายงานเกี่ยวกับหลักสูตร วปส. รุ่นที่ 10 ว่าการคัดเลือกผู้เข้ารับการศึกษาอบรมหลักสูตรวิทยาการประกันภัยระดับสูง (วปส.) รุ่นที่ 10 ประจำปี .. 2565 คณะกรรมการสถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง ได้มีกระบวนการคัดเลือกอย่างเข้มข้นจนได้ผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคธุรกิจประกันภัย เข้าร่วมรับการอบรมจำนวนทั้งสิ้น 80 คน ประกอบด้วย ภาคเอกชน จำนวน 48 คน ภาครัฐ จำนวน 12 คน ภาคการเงิน จำนวน 5 คน และภาคธุรกิจประกันภัย จำนวน 15 คน เริ่มการศึกษาอบรมฯ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนสิงหาคม 2565 สำหรับกิจกรรมการศึกษาอบรมในหลักสูตร วปส. รุ่นที่ 10 แบ่งออกเป็น 8 หมวด ประกอบด้วย หมวดที่ 1 ประกันภัยกับการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงรุกในระดับประเทศและในเวทีระหว่างประเทศ หมวดที่ 2 บทบาทธุรกิจประกันวินาศภัยไทยในการขับเคลื่อนภารกิจเพื่อชาติ หมวดที่ 3 การขับเคลื่อนเทคโนโลยีประกันภัย (InsurTech) หมวดที่ 4 บทบาทของธุรกิจประกันชีวิตกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก เศรษฐกิจ และสังคมไทย หมวดที่ 5 ปรัชญาในการบริหารสำหรับผู้นำในยุคดิจิทัล หมวดที่ 6 การสร้างบรรษัทภิบาลกับการดำเนินธุรกิจสู่เป้าหมายแห่งความยั่งยืน หมวดที่ 7 ประเด็นร่วมสมัย และหมวดที่ 8 กิจกรรมพิเศษ โดยแต่ละหมวดหัวข้อที่กล่าวมาข้างต้นได้มีการปรับปรุงให้มีความเข้มข้น ทันสมัย และสอดรับกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่มีผลต่ออุตสาหกรรมประกันภัย ตั้งแต่ด้านการบริหารความเสี่ยง การประกันวินาศภัย การประกันชีวิต การประกันสุขภาพกับการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ นวัตกรรมประกันภัยในด้านต่าง การปรับตัวของสถาบันการเงินในยุคดิจิทัล จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในและต่างประเทศ โดยเป็นหลักสูตรเดียวที่มีการถ่ายทอดความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์แบบเจาะลึกด้านประกันภัยในทุกมิติ 

สำนักงาน คปภ. จะน้อมนำนโยบายของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาปฏิบัติในการขับเคลื่อน    การกำกับดูแลด้านประกันภัย รวมทั้งจะนำข้อแนะนำเรื่องการจัดให้มี Case Study มาให้นักศึกษา วปส. รุ่นที่ 10 ถกแถลงเพื่อระดมความคิดเห็น ถอดบทเรียนเพื่อมาปรับปรุงระบบประกันภัยที่ก้าวต่อไป หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 โดยเน้นเฉพาะการถอดบทเรียนเกี่ยวกับกรณีของประกันภัยโควิดแบบ เจอ-จ่าย-จบ และกรณีอื่น ที่น่าสนใจเลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย

รบกวนพี่ๆสื่อมวลชน ฝากข่าวประชาสัมพันธ์จากสำนักงาน คปภ. ด้วยนะครับ 

 

รัฐมนตรีคลัง เป็นประธานเปิดหลักสูตร วปส. รุ่นที่ 10 ของสำนักงาน คปภ. มอบนโยบายประกันภัยเชิงรุกตอบโจทย์ความเสี่ยงใหม่นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้พร้อมย้ำให้ระบบประกันภัยต้องคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชน

 

 

ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2565 ได้รับเกียรติจาก นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  เป็นประธานในพิธีเปิดการศึกษาอบรมหลักสูตรวิทยาการประกันภัยระดับสูง (วปส.) รุ่นที่ 10 ประจำปี .. 2565 ห้อง เลอ คองคอร์ด บอลรูม ชั้น 2 โรงแรมสวิสโฮเต็ล รัชดา กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และธุรกิจประกันภัย ให้มีองค์ความรู้ด้านการประกันภัย ทั้งการประกันชีวิต การประกันวินาศภัย การบริหารจัดการความเสี่ยงภัยในด้านต่าง และมีการแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อคิดเห็น ตลอดจนการเป็นผู้นำที่มีคุณธรรม จริยธรรม และการบริหารจัดการเชิงสร้างสรรค์ นำองค์กรไปสู่ความสำเร็จโดยสอดคล้องกับสภาวการณ์การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของโลก 

ในโอกาสนี้ นายอาคม พิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนของประเทศกับบทบาทของประกันภัยในยุค New Normal”  โดยมีใจความตอนหนึ่งว่า สำนักงาน คปภ. มีบทบาทที่สำคัญในการพัฒนาและวางรากฐานของธุรกิจประกันภัยในประเทศไทยให้มีความมั่นคงและน่าเชื่อถือในระดับสากล รวมทั้งส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยใหม่ เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงของประชาชนอย่างทั่วถึง และทำให้ระบบการประกันภัยของประเทศไทยมีมาตรฐานเทียบเท่ากับระดับสากล แต่สิ่งที่ยังต้องดำเนินการต่อไปก็คือจะทำอย่างไรให้ธุรกิจประกันภัยมีความมั่นคงและเติบโตอย่างยั่งยืนจากกระแสการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ควบคู่ไปกับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนด้านประกันภัย โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ สภาพความเป็นอยู่ของสังคม และประชาชนทุกภาคส่วนทั่วโลกและของไทย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพในทุกมิติ เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนกำกับดูแลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของธุรกิจประกันภัยในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็น Digital Insurance Regulator เพื่อสร้างมาตรฐานการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการเตรียมความพร้อมของอุตสาหกรรมประกันภัยเพื่อรองรับการดำเนินงานตามกรอบความร่วมมือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ตลอดจนแผนพัฒนาดิจิทัลของรัฐบาลที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน 

 

นอกจากนี้มีความเชื่อมั่นว่าในระยะต่อไป หลังจากที่เราผ่านพ้นวิกฤตโควิดแล้ว ยังเชื่อว่าธุรกิจประกันภัยจะเป็นเครื่องมือในการระดมเงินออมไปสู่การลงทุนที่สำคัญ พร้อมมอบนโยบาย 3 เรื่อง ดังนี้ 1. เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของประชาชน ไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่เป็นทั่วโลก โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและพัฒนาโมบายแอปให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น รวมถึงการให้บริการภาครัฐ การทำธุรกรรมระหว่างเอกชนกับภาครัฐ โดยเฉพาะระบบการชำระภาษี ก็มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เชื่อว่าดิจิทัลจะเป็นเรื่องหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในช่วงหลังโควิด และการทำธุรกิจ การทำธุรกรรมก็ผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น 2. การเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ ทั่วโลกเริ่มมีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งที่เกิดจากมนุษย์ และจากภัยธรรมชาติ เรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจประกันภัยที่ดำเนินการมาคือ การประกันภัยพืชผลทางการเกษตร ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการโครงการพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ได้แก่ การประกันภัยข้าวนาปี และการประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นหลักประกันให้เกษตรกรผ่านระบบประกันภัยเข้ามาบริหารจัดการความเสี่ยง และได้ดำเนินการในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พบว่าประสบความสำเร็จด้วยดีมาโดยตลอด ซึ่งแน่นอนว่าความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่คาดการณ์ไม่ได้ อาจจะทำให้ผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามคาด แต่ช่วยลดภาระภาครัฐในการช่วยเหลือเกษตรกร สำหรับผลิตภัณฑ์ประกันภัยจะต้องมีการพัฒนาต่อเนื่องไป และ 3. สภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมสูงอายุ เรื่องนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ภาคธุรกิจประกันภัยจะต้องคำนึง และการให้ประกันภัยเข้ามาดูแลประชาชนพร้อมยืนยันอีกว่าระบบประกันภัยยังมีความมั่นคง และหลักสูตรควรจัดให้มีการนำ Case Study มาถกเพื่อระดมความคิดเห็น พร้อมข้อเสนอแนะเพื่อหาแนวทางการแก้ไข โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจประกันภัย และหน่วยงานกำกับดูแล จะร่วมมือกันผลักดันให้ระบบประกันภัยไทยมีการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนและได้รับความเชื่อถือไว้วางใจจากประชาชนในการนำระบบประกันภัยเข้าไปเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงภัยในทุกมิติอย่างครบวงจร

 

 

ในการนี้ เลขาธิการ คปภ. ได้กล่าวรายงานเกี่ยวกับหลักสูตร วปส. รุ่นที่ 10 ว่าการคัดเลือกผู้เข้ารับการศึกษาอบรมหลักสูตรวิทยาการประกันภัยระดับสูง (วปส.) รุ่นที่ 10 ประจำปี .. 2565 คณะกรรมการสถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง ได้มีกระบวนการคัดเลือกอย่างเข้มข้นจนได้ผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคธุรกิจประกันภัย เข้าร่วมรับการอบรมจำนวนทั้งสิ้น 80 คน ประกอบด้วย ภาคเอกชน จำนวน 48 คน ภาครัฐ จำนวน 12 คน ภาคการเงิน จำนวน 5 คน และภาคธุรกิจประกันภัย จำนวน 15 คน เริ่มการศึกษาอบรมฯ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนสิงหาคม 2565 สำหรับกิจกรรมการศึกษาอบรมในหลักสูตร วปส. รุ่นที่ 10 แบ่งออกเป็น 8 หมวด ประกอบด้วย หมวดที่ 1 ประกันภัยกับการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงรุกในระดับประเทศและในเวทีระหว่างประเทศ หมวดที่ 2 บทบาทธุรกิจประกันวินาศภัยไทยในการขับเคลื่อนภารกิจเพื่อชาติ หมวดที่ 3 การขับเคลื่อนเทคโนโลยีประกันภัย (InsurTech) หมวดที่ 4 บทบาทของธุรกิจประกันชีวิตกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก เศรษฐกิจ และสังคมไทย หมวดที่ 5 ปรัชญาในการบริหารสำหรับผู้นำในยุคดิจิทัล หมวดที่ 6 การสร้างบรรษัทภิบาลกับการดำเนินธุรกิจสู่เป้าหมายแห่งความยั่งยืน หมวดที่ 7 ประเด็นร่วมสมัย และหมวดที่ 8 กิจกรรมพิเศษ โดยแต่ละหมวดหัวข้อที่กล่าวมาข้างต้นได้มีการปรับปรุงให้มีความเข้มข้น ทันสมัย และสอดรับกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่มีผลต่ออุตสาหกรรมประกันภัย ตั้งแต่ด้านการบริหารความเสี่ยง การประกันวินาศภัย การประกันชีวิต การประกันสุขภาพกับการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ นวัตกรรมประกันภัยในด้านต่าง การปรับตัวของสถาบันการเงินในยุคดิจิทัล จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในและต่างประเทศ โดยเป็นหลักสูตรเดียวที่มีการถ่ายทอดความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์แบบเจาะลึกด้านประกันภัยในทุกมิติ 

สำนักงาน คปภ. จะน้อมนำนโยบายของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาปฏิบัติในการขับเคลื่อน    การกำกับดูแลด้านประกันภัย รวมทั้งจะนำข้อแนะนำเรื่องการจัดให้มี Case Study มาให้นักศึกษา วปส. รุ่นที่ 10 ถกแถลงเพื่อระดมความคิดเห็น ถอดบทเรียนเพื่อมาปรับปรุงระบบประกันภัยที่ก้าวต่อไป หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 โดยเน้นเฉพาะการถอดบทเรียนเกี่ยวกับกรณีของประกันภัยโควิดแบบ เจอ-จ่าย-จบ และกรณีอื่น ที่น่าสนใจเลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย

หมวดหมู่ข่าว: 

คปภ. ติวเข้ม “ผู้ไกล่เกลี่ย” ถอดบทเรียนข้อพิพาทด้านประกันภัยจากสถานการณ์โควิด-19

< >
<
>
วันที่เผยแพร่: 
09 กุมภาพันธ์ 2565

คปภ. ติวเข้ม “ผู้ไกล่เกลี่ย” ถอดบทเรียนข้อพิพาทด้านประกันภัยจากสถานการณ์โควิด-19

• พร้อมเสริมสร้างเสถียรภาพของระบบประกันภัยโดยรวมและดำเนินการแบบ Proactive ใน 5 มิติหลัก 
เพื่อคุ้มครองประชาชนและเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคธุรกิจประกันภัย
 
ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาผู้ไกล่เกลี่ยและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาทักษะและถอดบทเรียนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านประกันภัย และมอบนโยบายการปฏิบัติงานการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านประกันภัย เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565 ณ เมอเวนพิค รีสอร์ท เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ 6 - 8 กุมภาพันธ์ 2565 โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาจำนวนทั้งสิ้น 103 คน ประกอบด้วย ผู้ไกล่เกลี่ย จำนวน 58 คน ผู้บริหารและพนักงานของสำนักงาน คปภ. ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค จำนวน 45 คน โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเปิดเวทีให้ผู้ไกล่เกลี่ยมีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ถ่ายทอด
องค์ความรู้ และระดมความคิดเห็นจากบทเรียนที่เกิดขึ้นจริงในการปฏิบัติงานการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เพื่อนำไปพัฒนาการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยการจัดสัมมนาในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากอาจารย์โชติช่วง ทัพวงศ์ 
อดีตผู้พิพากษาอาวุโส ศาลอุทธรณ์ ภาค 7 และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดการความขัดแย้งและไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 
ให้เกียรติเป็นวิทยากร ในการถอดบทเรียนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในปีที่ผ่านมา รวมทั้งแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ปัญหาอุปสรรค แนวคำพูดและการปฏิบัติตนในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแต่ละขั้นตอน ตลอดจนเทคนิคการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เพื่อนำไปแก้ไข ปรับปรุงการดำเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านการประกันภัยให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้นต่อไป
 
นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจากผู้ชำนาญการ 5 ท่าน ได้แก่ นายประยูรศักดิ์ มงคลประสิทธิ์ นางสาวรวิวรรณ พรหมเจริญ นายชัยวัฒน์ เรืองกิตติกุล พันตำรวจเอก อาณัตชัย ทรงสอาด และนายพิชญา เพิ่มทอง ในการถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนประสบการณ์การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านการประกันภัย ในหัวข้อ “Like & Share รู้แล้ว...บอกต่อ” และได้เชิญอาจารย์วีรชัย โมกขเวศ วิทยากรผู้เชี่ยวชาญ มาจัดกิจกรรมสัมพันธ์และให้ความรู้เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท รวมทั้งมีการบรรยายหัวข้อ “กฎหมายเกี่ยวกับการประกันภัยสำหรับผู้ไกล่เกลี่ย” โดยนายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการ สายกฎหมายและคดี ให้เกียรติเป็นวิทยากร และในโอกาสนี้สำนักงาน คปภ. และผู้ไกล่เกลี่ยฯ ที่เข้าร่วมสัมมนาได้ร่วมกันจัดกิจกรรม CSR ณ วัดมกุฏคีรีวัน เขาใหญ่ (ฟังพระธรรมเทศนา/ทำความสะอาดบริเวณวัด/ถวายปัจจัยบำรุงวัด) อีกด้วย
เลขาธิการ คปภ. กล่าวด้วยว่า สำหรับทิศทางและนโยบายในการดำเนินงานด้านไกล่เกลี่ยข้อพิพาทประกันภัยของสำนักงาน คปภ. ในปี 2565 จะเป็นการถอดบทเรียนเหตุการณ์ที่ผ่านมาเพื่อนำไปวางแผนและเตรียมพร้อมรับกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อฟื้นฟูและช่วยเหลือบริษัทเป้าหมายที่อาจประสบปัญหา ควบคู่กับการเร่งกอบกู้ศรัทธา
และความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาสู่ธุรกิจประกันภัย พร้อมทั้งต้องเสริมสร้างเสถียรภาพของระบบประกันภัยโดยรวม 
และดำเนินการแบบ Proactive ใน 5 มิติหลัก เพื่อคุ้มครองประชาชนและเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคธุรกิจประกันภัย ดังนี้
 
มิติที่ 1 การเสริมสร้างความทนทานยืดหยุ่นและเสถียรภาพของระบบประกันภัย ซึ่งเป็นมาตรการเร่งด่วน
ในระยะสั้นเพื่อรับมือกับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์โอมิครอน ด้วยการเพิ่มมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ รวมทั้งปรับกระบวนการกำกับดูแลธุรกิจให้สะท้อนความเสี่ยง
มิติที่ 2 การปรับปรุงกฎเกณฑ์และมาตรการให้เท่าทันบริบทที่เปลี่ยนแปลงและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจใหม่ โดยการปรับกรอบการกำกับดูแล พัฒนาฐานข้อมูล และเครื่องมือใหม่ รวมทั้งนำเทคโนโลยีมาใช้ในการกำกับดูแลธุรกิจ และสำนักงาน คปภ. จะจัดให้มีโครงการ Product Sandbox เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัททดสอบผลิตภัณฑ์ใหม่  
มิติที่ 3 การส่งเสริม Digital Insurance System ในการ Transform ธุรกิจประกันภัย โดยสำนักงาน คปภ. 
จะเป็น Facilitator สนับสนุนให้ธุรกิจและผู้ประกอบการสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้บริการ เข้าถึงและพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการที่ตรงความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน
มิติที่ 4 การปรับเปลี่ยนแนวทางการเข้าถึงและการสร้างความตระหนัก Insurance Literacy ที่มุ่งเน้นประชาชนและภาคธุรกิจและยกระดับมาตรฐานและบทบาทคนกลางประกันภัย รวมถึงปรับเปลี่ยนวิธีการ ช่องทาง และพัฒนาเครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ และจะนำระบบ e-Licensing มาใช้เป็นฐานข้อมูล
ของคนกลางประกันภัยอย่างครบวงจร รวมทั้งการปรับปรุงกระบวนการของสำนักงานให้มีความรวดเร็ว ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ ได้โดยสะดวก และ Real-Time พร้อมกับถอดบทเรียนเพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและลดการเกิดข้อพิพาทให้ดียิ่งขึ้น เพื่อเสริมประสิทธิภาพของกระบวนการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัย   
มิติที่ 5 การพัฒนาองค์กรมุ่งสู่ SMART OIC โดย Transform องค์กรสู่ Digital Regulator อาทิ ความรู้และทักษะด้านดิจิทัล รวมถึง Mindset ของบุคลากร รวมทั้งข้อมูล ซึ่งเป็น Resource สำคัญที่จะช่วยด้านกลยุทธ์และขับเคลื่อนระบบประกันภัย และการพัฒนา Platform หรือเครื่องมือ เพื่อช่วยยกระดับและอำนวยความสะดวกในการทำงาน 
ส่วนการดำเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านการประกันภัยในส่วนภูมิภาค ในปีนี้ มอบหมายให้สายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ประสานการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และขยายพื้นที่ในการดำเนินการให้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งนำระบบ
การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทออนไลน์มาใช้ เพื่อขยายการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านการประกันภัยไปยังส่วนภูมิภาคอื่น ๆ และเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในภูมิภาคให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
 
“นับแต่สำนักงาน คปภ. เปิดศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านการประกันภัย ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2559
ถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 มีเรื่องร้องเรียนที่เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยโดยผู้ชำนาญการทั้งสิ้น 1,471 เรื่อง 
โดยไกล่เกลี่ยสำเร็จเป็นจำนวน 1,146 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 77.91 ซึ่งถือว่าเป็นสถิติที่ดีพอสมควร และหากได้มีการถอดบทเรียนเพื่อรับทราบประเด็นปัญหาและอุปสรรคในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในทุก ๆ ปี และได้หาแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขก็จะทำให้การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทมีสถิติเรื่องร้องเรียนที่สามารถยุติประเด็นข้อพิพาทได้มากยิ่งขึ้น อันเป็นการระงับข้อพิพาททางเลือกให้กับประชาชน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสัมฤทธิ์ผลยิ่งขึ้น” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย
หมวดหมู่ข่าว: 

คปภ.เตือน!ประชาชน อย่าหลงเชื่อ - แชร์ “ข้อมูล Blacklist บริษัทประกันภัย”

< >
วันที่เผยแพร่: 
01 กุมภาพันธ์ 2565

คปภ.เตือน!ประชาชน อย่าหลงเชื่อ - แชร์ “ข้อมูล Blacklist บริษัทประกันภัย” 

ตรวจสอบแล้วไม่เป็นความจริง ยันกำกับดูแลและคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชน
ด้านประกันภัยอย่างเต็มที่
 
ตามที่มีกระแสข่าวและการส่งต่อข้อความเกี่ยวกับรายชื่อบริษัทประกันวินาศภัยที่ถูก Blacklist เกี่ยวกับสถานะทางการเงินและการไม่ปฏิบัติตามสัญญาประกันภัย ผ่านทางแอพพลิเคชั่นไลน์  นั้น สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ได้ตรวจสอบแล้วขอชี้แจงว่าข้อความดังกล่าวมีการส่งต่อกันมาโดยไม่ปรากฏแหล่งที่มาของข้อมูลและมีเนื้อหาที่ไม่เป็นความจริง หากท่านได้รับข้อความดังกล่าวสามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้จากชื่อของบริษัทประกันวินาศภัยที่ถูกกล่าวอ้าง เช่น ที่มีการอ้างว่า “บริษัท พาณิชย์การประกันภัย จำกัด และบริษัท พัชรประกันภัย จำกัด จ่ายค่าซ่อมช้ามากบางทีเป็นปีถึงจะชำระ” รวมถึงที่มีการกล่าวอ้างถึงบริษัทประกันภัยอื่นๆ ด้วย เช่น บริษัท สัมพันธ์ประกันภัย จำกัด และบริษัท ลิเบอร์ตี้ ประกันภัย จำกัด ซึ่งบริษัทเหล่านี้ได้ถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยไปแล้วในระหว่างปี 2547 ถึงปี 2557 
 
ข้อความที่มีการส่งไลน์แอพพลิเคชั่นดังกล่าว จึงสร้างความเสียหายต่อภาพรวมของภาคอุตสาหกรรมประกันภัย รวมถึงทำลายความเชื่อมั่นของผู้ทำประกันภัยและประชาชนทั่วไป ที่ผ่านมา บริษัทประกันวินาศภัยที่ได้รับความเสียหายจากข่าวลืออันเป็นเท็จ ได้มีการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่สร้างข่าวลือจนนำไปสู่การออกมาแถลงข่าว และขอโทษ ผ่านสื่อมวลชนไปแล้ว แต่ในปัจจุบัน ยังคงมีผู้ส่งต่อข้อความดังกล่าวอยู่ ดังนั้น สำนักงาน คปภ. จึงขอให้ประชาชนอย่าได้หลงเชื่อข้อมูลที่มีการส่งต่อกันมาดังกล่าว โดยสามารถสืบค้นข้อมูลด้านการประกันภัยได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงาน คปภ. www.oic.or.th 
 
“สำนักงาน คปภ. เป็นหน่วยงานของรัฐที่กำกับดูแลบริษัทประกันภัยให้มีความมั่นคงและปฏิบัติงานตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนด้านการประกันภัยเป็นอย่างยิ่ง โดยจะติดตามการดำเนินงานของบริษัทประกันภัยอย่างใกล้ชิด เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนด้านการประกันภัยอย่างเต็มที่ ดังนั้น จึงขอให้ประชาชนที่ทำประกันภัยไว้ มั่นใจได้ว่าจะได้รับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยด้วยความถูกต้อง รวดเร็วและเป็นธรรม ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน คปภ. 1186”
 
หมวดหมู่ข่าว: 

หน้า

Subscribe to RSS - ข่าว