ข่าว

รับสมัครลูกจ้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน จำนวน 2 อัตรา (ด้านกฎหมาย และด้านคณิตศาสตร์ประกันภัย)

รับสมัครบุคคลภายนอกเพื่อช่วยปฏิบัติงานสายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ ประจำปี ๒๕๖๕ จำนวน ๑๐ อัตรา

ประกาศรับสมัครงาน

บอร์ด คปภ. เห็นชอบให้นายทะเบียนสั่ง “พุทธธรรมประกันภัย” หยุดรับประกันวินาศภัยชั่วคราวแล้ว

< >
<
>
วันที่เผยแพร่: 
27 พฤษภาคม 2565

บอร์ด คปภ. เห็นชอบให้นายทะเบียนสั่ง “พุทธธรรมประกันภัย” หยุดรับประกันวินาศภัยชั่วคราวแล้ว 

เผยปมปัญหา บริษัท พุทธธรรมประกันภัย จำกัด (มหาชน) ฝ่าฝืนกฎหมายหลายประการ ดํารงเงินกองทุนต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด มีหนี้สินเกินกว่าทรัพย์สิน ประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทน นายทะเบียนจึงสั่งให้บริษัทเร่งแก้ไขฐานะการเงินภายในกำหนด ห้ามรับลูกค้ารายใหม่ ห้ามโยกย้ายทรัพย์สิน ยกเว้นเอามาจ่ายเคลม พร้อมย้ำต้องคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนอย่างเต็มที่
 
ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (บอร์ด คปภ.) ครั้งที่ 6/2565 เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2565 ได้มีมติเห็นชอบให้บริษัท พุทธธรรมประกันภัย จำกัด (มหาชน) หยุดรับประกันวินาศภัยเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป  
ทั้งนี้ สืบเนื่องจาก บริษัท พุทธธรรมประกันภัย จำกัด (มหาชน) มีเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมายในเดือนพฤษภาคม 2564 ต่ำกว่าเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามมาตรา 27 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 นายทะเบียนจึงสั่งให้บริษัทฯ แก้ไขฐานะเงินกองทุนตามมาตรา 27/5 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 และบริษัทฯ ได้เสนอโครงการเพื่อแก้ไขฐานะเงินกองทุนตามมาตรา 27/5 โดยกำหนดระยะเวลาดำเนินโครงการเริ่มตั้งแต่ 1 กันยายน 2564 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2564 และขอขยายระยะเวลาดำเนินโครงการเพื่อแก้ไขฐานะเงินกองทุนตามมาตรา 27/5 ออกไปเป็นสิ้นสุดวันที่ 31 สิงหาคม 2565 ซึ่งนายทะเบียนพิจารณาแล้วเห็นว่า บริษัทฯ มีความคืบหน้าในการแก้ไขโครงการโดยมีการเพิ่มทุน จำนวน 140 ล้านบาท มีความพยายามในการแก้ไขฐานะการเงิน ไม่มีการประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย ดังนั้น จึงเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาดำเนินโครงการ ตามที่บริษัทฯ ร้องขอ
 
ต่อมาในช่วงเดือนมกราคม 2565 บริษัทฯ ไม่สามารถเพิ่มทุนให้เป็นไปตามโครงการเพื่อแก้ไขฐานะเงินกองทุนได้ เนื่องจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติด้วยคะแนนเสียงน้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดจึงทำให้บริษัทฯ ไม่สามารถ
นำมตินั้นไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทุนจดทะเบียนต่อนายทะเบียนบริษัทมหาชนจำกัดได้ บริษัทฯ จึงมีหนังสือขอให้
นายทะเบียนใช้อำนาจสั่งให้บริษัทฯ เพิ่มทุน จำนวน 160 ล้านบาท นายทะเบียนด้วยความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (บอร์ด คปภ.) จึงใช้อำนาจตามมาตรา 52 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม 
แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สั่งให้บริษัทฯ เพิ่มทุน และต้องดำเนินการเพิ่มทุนชำระแล้วให้ครบจำนวน 160 ล้านบาท ภายในเดือนเมษายน 2565 ตามที่บริษัทฯ ร้องขอ โดยให้ถือว่าคำสั่ง
ของนายทะเบียนดังกล่าวเป็นมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น แต่เมื่อครบกำหนดระยะเวลาที่นายทะเบียนสั่งให้บริษัทฯ เพิ่มทุน 
บริษัทฯ ไม่สามารถดำเนินการเพิ่มทุนชำระแล้วให้ครบจำนวน 160 ล้านบาท ให้แล้วเสร็จ ทั้งปรากฏหลักฐานต่อนายทะเบียนว่า บริษัท พุทธธรรมประกันภัย จำกัด (มหาชน) มีฐานะการเงินและการดำเนินการ ดังนี้ 
                   
1. มีฐานะการเงินไม่มั่นคง โดยมีหนี้สินเกินกว่าทรัพย์สิน จัดสรรเงินสำรองตามมาตรา 23 และจัดสรรสินทรัพย์หนุนหลังตามมาตรา 27/4 ไม่เพียงพอตามที่กฎหมายกำหนด มีสินทรัพย์สภาพคล่องไม่เพียงพอสำหรับการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน และปรากฏว่าอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินของบริษัทฯ สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2564 เนื่องจากไม่สามารถ
หาหลักฐานการสอบบัญชีที่เหมาะสมอย่างเพียงพอเพื่อเป็นเกณฑ์ในการแสดงความเห็นต่องบการเงินดังกล่าว และเห็นว่า บริษัทฯ มีความไม่แน่นอนที่มีสาระสำคัญทำให้มีข้อสงสัยเกี่ยวกับความสามารถของบริษัทฯ ในการดำเนินงานต่อเนื่อง 
จึงทำให้นายทะเบียนไม่สามารถมั่นใจได้ว่าบริษัทฯ มีความสามารถในการชำระหนี้ตามภาระผูกพันที่มีต่อผู้เอาประกันภัยหรือประชาชนได้ นอกจากนี้เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2565 กรรมการผู้มีอำนาจผูกพันของบริษัทฯ แจ้งว่า ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทฯ ไม่ประสงค์จะเพิ่มทุนเพิ่ม บริษัทฯ จึงไม่มีแหล่งเงินทุนอื่นนอกเหนือจากการรอผลการเจรจาจากผู้สนใจในการร่วมลงทุนกับบริษัทฯ ตามที่บริษัทฯ แจ้งต่อนายทะเบียน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้า 
 
2. มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมจ่ายค่าสินไหมทดแทนล่าช้า อันเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 36 และมาตรา 37 (11) แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ประกอบกับประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่ถือว่าเป็นการประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนหรือประวิงการคืนเบี้ยประกันภัยของบริษัทประกันวินาศภัย และประกาศคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการชดใช้เงิน หรือค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยของบริษัทประกันวินาศภัย พ.ศ. 2559รวมทั้ง ยังคงมีจำนวนค่าสินไหมทดแทนคงค้างจำนวนมากจนส่งผลกระทบต่อฐานะและการดำเนินการของบริษัทฯ ตลอดจนชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของธุรกิจประกันภัย ซึ่งสำนักงาน คปภ. อยู่ในระหว่างการสืบสวนข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายกับบริษัทฯ
จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏหลักฐานดังกล่าว นายทะเบียนจึงเห็นว่า บริษัท พุทธธรรมประกันภัย จำกัด (มหาชน) มีฐานะหรือการดำเนินการอยู่ในลักษณะอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยหรือประชาชน อันเป็นไปตามมาตรา 52 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 ดังนั้น เพื่อให้การกำกับดูแลและติดตามการแก้ไขปัญหาฐานะและการดำเนินการของบริษัทฯ ให้เป็นไปอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งการติดตามความมั่นคงทางการเงินและธุรกรรมการดำเนินงานที่ถูกต้องโปร่งใส รวมถึงป้องกันมิให้เกิดความเสียหายต่อผู้เอาประกันภัยและประชาชนในอนาคต ประกอบกับเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน หากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ประโยชน์สาธารณะ
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 52 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 ประกอบกับมติคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ในการประชุมครั้งที่ 6/2565 เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2565 นายทะเบียนด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (บอร์ด คปภ.) จึงมีคำสั่งให้บริษัท พุทธธรรมประกันภัย จำกัด (มหาชน) ดำเนินการ ดังต่อไปนี้
1. หยุดรับประกันวินาศภัยเป็นการชั่วคราว
2. แก้ไขฐานะการเงินให้เพียงพอต่อภาระผูกพัน และให้มีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนเพียงพอตามที่กฎหมายกำหนดภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับคำสั่ง
3. ให้บริษัทฯ เร่งดำเนินการตรวจสอบรายการรับแจ้งการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนและเร่งดำเนินการบันทึกลงสมุดทะเบียนโดยเร็วและให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
4. ให้บริษัทฯ จัดทำรายงานเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งมีรายละเอียดอย่างน้อยดังต่อไปนี้รายละเอียดกรมธรรม์ประกันภัยที่ยังคงมีผลบังคับใช้เป็นรายกรมธรรม์ประกันภัย เช่น หมายเลขกรมธรรม์ประกันภัย ชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ของผู้เอาประกันภัย จำนวนเงินที่ต้องชดใช้ตามกรมธรรม์ประกันภัย และสำรองสำหรับเบี้ยประกันภัยที่ยังไม่ตกเป็นรายได้ของบริษัท (UPR) เป็นรายกรมธรรม์
5. ให้บันทึกรายการในสมุดทะเบียน สมุดบัญชี คำนวณและดำรงเงินสำรองประกันภัยให้ถูกต้อง ครบถ้วนตามกฎหมาย
6. ให้เร่งรัดพิจารณาและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัย ผู้รับประโยชน์ บุคคลผู้มีสิทธิเรียกร้องหรือผู้ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
7. ให้จัดทำรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการและนำส่งต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ภายในระยะเวลาดังต่อไปนี้ จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง โดยให้ดำเนินการตามข้อ 2 ทุกเจ็ดวัน และดำเนินการตามข้อ 3, 4 และ 5 ทุกวันทำการ
ทั้งนี้ ตามมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 เมื่อนายทะเบียนมีคำสั่งให้บริษัทหยุดรับประกันวินาศภัยเป็นการชั่วคราว ห้ามมิให้กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของบริษัทฯ สั่งจ่ายเงินของบริษัทฯ หรือทำการเคลื่อนย้ายหรือจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัทฯ เว้นแต่เป็นการจ่ายเงินเดือนหรือค่าจ้างแก่พนักงานหรือลูกจ้างของบริษัทฯ ตามปกติ สำหรับการจ่ายเงินอื่นให้เป็นไปตามที่นายทะเบียนกำหนด รวมถึงให้บริษัทฯ รายงานเป็นหนังสือให้นายทะเบียนทราบถึงบรรดาเจ้าหนี้และลูกหนี้ทั้งหมดของบริษัทฯ ภายในระยะเวลาที่นายทะเบียนกำหนด
นอกจากนี้บอร์ด คปภ. ยังมีมติในกรณีที่บริษัทฯ ไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาฐานะการเงินและการดำเนินงานตามคำสั่งนายทะเบียนได้อย่างครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนดข้างต้น หรือปรากฏข้อเท็จจริงว่าบริษัทฯ มีการดำเนินการที่อาจเข้าข่ายการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายเพิ่มเติม หรือนายทะเบียนพิจารณาแล้วเห็นว่าหากรอให้ครบกำหนดระยะเวลาที่กำหนดข้างต้นอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้เอาประกันภัยหรือประชาชน จึงให้สำนักงาน คปภ. ดำเนินการตามมติคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (บอร์ด คปภ.) ครั้งที่ 6/2565 เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2565 ต่อไป
 
“การออกคำสั่งนายทะเบียนดังกล่าวจะช่วยให้สำนักงาน คปภ. สามารถคุ้มครองสิทธิประโยชน์ประชาชนได้เต็มที่และตามประกาศนายทะเบียน เรื่อง กำหนดการจ่ายเงินของบริษัทฯ ที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้หยุดรับประกันวินาศภัยเป็นการชั่วคราว ทำให้สำนักงาน คปภ. สามารถเข้าไปควบคุมการจ่ายเงินต่าง ๆ ของบริษัทฯ ได้ทั้งหมด และจัดการปัญหาการจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยได้สั่งการไปยังสายตรวจสอบ สายวิเคราะห์ธุรกิจประกันภัย และสายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ ตลอดจนสำนักงาน คปภ. ทั่วประเทศ ตรวจสอบสาขา/สำนักงานตัวแทนของบริษัทฯ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบและให้ดำเนินการแจ้งการสั่งหยุดรับประกันวินาศภัยเป็นการชั่วคราว เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัท/ตัวแทน/นายหน้าประกันภัยขายกรมธรรม์รายใหม่ในระหว่างการหยุดรับประกันภัย พร้อมทั้ง ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะเจ้าหน้าที่เข้าไปประจำที่บริษัทฯ อย่างเต็มพิกัด เพื่อควบคุมให้บริษัทฯ ดำเนินการให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน หากพบว่าบริษัทฯ ไม่ได้ดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้เอาประกันภัยหรือประชาชน ก็จะดำเนินการตามมาตรการทางกฎหมายในระดับที่เข้มข้นยิ่งขึ้นต่อไป สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการและผู้บริหารของบริษัทฯ สำนักงาน คปภ. จะตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป หากพบว่ามีการกระทำความผิดจะดำเนินการตามมาตรการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ หากประชาชนมีข้อสงสัยหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ติดต่อได้ที่สายด่วน คปภ. 1186 หรือ www.oic.or.th” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย
.................................................
หมวดหมู่ข่าว: 

เลขาธิการ คปภ. นำคณะผู้บริหาร สำนักงาน คปภ. บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี

< >
<
>
วันที่เผยแพร่: 
25 พฤษภาคม 2565

เลขาธิการ คปภ. นำคณะผู้บริหาร 

สำนักงาน คปภ. บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล
สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี
 
ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริม
การประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.)   นำคณะผู้บริหาร สำนักงาน คปภ. บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2565 เพื่อร่วมแสดงออกซึ่งความจงรักภักดี ณ สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 MCOT HD เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2565
 
หมวดหมู่ข่าว: 

เลขาธิการ คปภ. ผู้บริหารสำนักงาน คปภ. ร่วมกับสมาคมศิษย์เก่า วปส. นักศึกษาหลักสูตร วปส. รุ่นที่ 10 และภาคอุตสาหกรรมประกันภัย ส่งมอบห้องความดันลบ (Negative Pressure)

< >
<
>
วันที่เผยแพร่: 
14 พฤษภาคม 2565

เลขาธิการ คปภ. ผู้บริหารสำนักงาน คปภ. ร่วมกับสมาคมศิษย์เก่า วปส. นักศึกษาหลักสูตร วปส. รุ่นที่ 10

และภาคอุตสาหกรรมประกันภัย ส่งมอบห้องความดันลบ (Negative Pressure) 
ให้แก่โรงพยาบาลหัวหินและโรงพยาบาลกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อสู้ภัย COVID-19
 
เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2565 ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) นำคณะผู้บริหารสำนักงาน คปภ. ร่วมกับผู้แทนสมาคมศิษย์เก่า วปส. และผู้แทนภาคอุตสาหกรรมประกันภัย ส่งมอบห้อง Negative Pressure เพื่อใช้ในการป้องกันและรักษาการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้กับโรงพยาบาลของรัฐ จำนวน 2 แห่ง ประกอบด้วย โรงพยาบาลหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมี นายแพทย์ สุวิทย์  ปานดิษฐ รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการพิเศษ โรงพยาบาลหัวหิน เป็นผู้รับมอบ และโรงพยาบาลกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมี ทันตแพทย์ วิทยา  โปธาสินธุ์ ทันตแพทย์เชี่ยวชาญ ด้านทันตสาธารณสุข รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลกุยบุรี เป็นผู้รับมอบ โดยมีคณะนักศึกษาหลักสูตร วปส. รุ่นที่ 10 ร่วมส่งมอบด้วย 
 
เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า สำนักงาน คปภ. เป็นหน่วยงานของรัฐ มีภารกิจหน้าที่ในด้านการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยให้มีศักยภาพและเข้มแข็ง ตลอดจนคุ้มครองประชาชนและผู้เอาประกันภัยให้ได้รับสิทธิประโยชน์จากการประกันภัยอย่างครบถ้วน ได้บูรณาการร่วมกับสมาคมศิษย์เก่า วปส. ภาคอุตสาหกรรมประกันภัย และหน่วยงานเครือข่ายความร่วมมือทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการบริจาคเงินเพื่อช่วยจัดหาและจัดสรรวัคซีนซิโนฟาร์ม จากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จำนวน 20,000 โดส ให้กับประชาชนกลุ่มผู้พิการและกลุ่มเปราะบาง โดยได้คัดเลือกกลุ่มเป้าหมาย พร้อมทั้งประสานกับหน่วยงานความร่วมมือในการจัดหาสถานที่และบุคลากรทางการแพทย์ในการให้บริการฉีดวัคซีน กว่า 30 แห่ง ใน 18 จังหวัด ทั่วประเทศ ซึ่งได้เริ่มดำเนินโครงการความร่วมมือ “ประกันภัยรวมใจมอบวัคซีนต้านโควิดสู่ประชาชน” เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2564 จำนวน 1,030 ราย ณ โรงพยาบาลค่ายภาณุรังษี จังหวัดราชบุรี และต่อมาได้ฉีดวัคซีนให้กับประชาชนกลุ่มผู้พิการและกลุ่มเปราะบาง ครบจำนวนเป้าหมายในเดือนพฤศจิกายน 2564 กว่า 10,000 ราย เรียบร้อยแล้ว
 
จากสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีจำนวนกว่า 70 รายต่อวัน ซึ่งสำนักงาน คปภ. ได้รับทราบถึงความต้องการและความจำเป็นของโรงพยาบาลหัวหิน และโรงพยาบาลกุยบุรี ซึ่งขอรับการสนับสนุนในการจัดสร้างห้องความดันลบเพื่อดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด–19 เพื่อรักษาผู้ป่วยโควิด-19 และช่วยลดการแพร่ระบาดต่อบุคลากรทางการแพทย์ที่เข้าไปรักษาผู้ป่วยโควิด-19 สำนักงาน คปภ. สมาคมศิษย์เก่า วปส. และภาคอุตสาหกรรมประกันภัย ได้เห็นถึงความจำเป็นดังกล่าว จึงได้ใช้เงินบริจาคที่เหลือจากการจัดซื้อวัคซีนโควิด-19 มาใช้สนับสนุนในการสร้างห้องความดันลบที่ได้มาตรฐาน ซึ่งดำเนินการจัดสร้างโดยคุณธรรม์  เรืองวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไฮจินิค โซลูชั่น จำกัด โดยได้ร่วมสมทบบริจาคงบประมาณในการจัดสร้างด้วยเพื่อช่วยเหลือแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ให้สามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัย
 
นายแพทย์ สุวิทย์  ปานดิษฐ รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการพิเศษ โรงพยาบาลหัวหิน กล่าวว่า รู้สึกดีใจและขอขอบคุณแทนประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ ที่สำนักงาน คปภ. สมาคมศิษย์เก่า วปส. และภาคอุตสาหกรรมประกันภัย ตลอดจนคณะนักศึกษาหลักสูตร วปส. รุ่นที่ 10 ได้ร่วมกันส่งมอบห้องความดันลบ (Negative Pressure) ให้แก่โรงพยาบาลหัวหิน ซึ่งทำให้โรงพยาบาลมีความพร้อมในการรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์ได้เป็นอย่างดี
 
ด้านทันตแพทย์ วิทยา  โปธาสินธุ์ ทันตแพทย์เชี่ยวชาญ ด้านทันตสาธารณสุข รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลกุยบุรี กล่าวขอบคุณแทนประชาชนชาวอำเภอกุยบุรีและบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ที่ได้มีการมอบห้องความดันลบ (Negative Pressure) ให้แก่โรงพยาบาลกุยบุรี ซึ่งโรงพยาบาลแห่งนี้เป็นโรงพยาบาลเล็ก ๆ ที่ห่างจากตัวจังหวัด แต่มีผู้ป่วยโควิด-19 เข้ามารับการรักษา ห้องความดันลบที่ได้รับมอบจึงทำให้โรงพยาบาลมีความพร้อมในการรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคและสร้างความมั่นใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่ดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 
 
“สำนักงาน คปภ. ขอขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขทุกท่านที่เสียสละและทำงานอย่างหนักในการดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 และขอขอบคุณสมาคมศิษย์เก่า วปส. ภาคอุตสาหกรรมประกันภัย และคณะนักศึกษาหลักสูตร วปส. รุ่นที่ 10 ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้ร่วมแรงร่วมใจบริจาคเงินสร้างและร่วมกันส่งมอบห้องความดันลบ (Negative Pressure) ซึ่งมีความจำเป็นและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขในสถานการณ์ปัจจุบัน” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย
.........................................................
หมวดหมู่ข่าว: 

ประกันภัยข้าวนาปี-ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2565 เริ่มแล้ว • คปภ. ขานรับมติ ครม. เร่งเดินสายให้ความรู้เกษตรกร รับมือภัยธรรมชาติ

< >
วันที่เผยแพร่: 
11 พฤษภาคม 2565

ประกันภัยข้าวนาปี-ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2565 เริ่มแล้ว

คปภ. ขานรับมติ ครม. เร่งเดินสายให้ความรู้เกษตรกร รับมือภัยธรรมชาติ
 
ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2565 เห็นชอบในหลักการการดำเนินโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2565 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งเป็นการดำเนินโครงการต่อเนื่องจากปี 2564 เพื่อให้เกษตรกรผู้เพาะปลูกข้าวนาปี ได้มีเครื่องมือในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ซึ่งในปีนี้ได้กำหนดเป้าหมายรวม Tier 1 และ Tier 2 จำนวน 29 ล้านไร่ โดยภาครัฐให้การสนับสนุนค่าเบี้ยประกันภัย จำนวนเงินทั้งสิ้น 1,925,065,000 บาท นอกจากนี้ ครม. ได้เห็นชอบในหลักการการดำเนินโครงการประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2565 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยมีพื้นที่เป้าหมายรวม Tier 1 และ Tier 2 จำนวน 2.12 ล้านไร่ โดยภาครัฐให้การสนับสนุนค่าเบี้ยประกันภัย จำนวนเงินทั้งสิ้น 224,442,600 บาท
 
โดยมติ ครม. ดังกล่าว ได้มอบหมายให้ สำนักงาน คปภ. ปรับปรุงกรมธรรม์ประกันภัยข้าวนาปีและกรมธรรม์ประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ให้เป็นไปตามรูปแบบและหลักเกณฑ์ของการรับประกันภัยของโครงการฯ ปีการผลิต 2565 รวมทั้งอนุมัติกรมธรรม์ประกันภัยและอัตราเบี้ยประกันภัยให้แล้วเสร็จและสามารถเริ่มรับประกันภัยในปีการผลิต 2565 ได้ทันทีภายหลังคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบโครงการฯ ปีการผลิต 2565 และดำเนินการสร้างความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนประชาสัมพันธ์โครงการฯ ปีการผลิต 2565 ในภาพรวมและเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
 
สำนักงาน คปภ. ในฐานะหน่วยงานกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ได้เตรียมความพร้อมและเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2565 และโครงการประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2565 ตามนโยบายของรัฐบาลแล้ว เพื่อให้ทันฤดูกาลเพาะปลูก ตนในฐานะนายทะเบียนได้ลงนามให้ความเห็นชอบแบบและข้อความกรมธรรม์ประกันภัย และอัตราเบี้ยประกันภัย สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2565 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จำนวน 3 ฉบับ ดังนี้ 
 
1) กรมธรรม์ประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2565 เพื่อกลุ่มลูกค้าสินเชื่อเพื่อการเพาะปลูกข้าวของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 
2) กรมธรรม์ประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2565 สำหรับกลุ่มเกษตรกรรายย่อย (ไมโครอินชัวรันส์)  
3) กรมธรรม์ประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2565 สำหรับกลุ่มเกษตรกรรายย่อย (ไมโครอินชัวรันส์) 
ส่วนเพิ่ม โดยกรมธรรม์ประกันภัยข้าวนาปีทั้ง 3 ฉบับ ให้ความคุ้มครองความเสียหายจากภัย 2 หมวด ดังนี้ 
 
หมวดที่ 1 ภัยน้ำท่วมหรือฝนตกหนัก ภัยแล้ง ฝนแล้ง หรือฝนทิ้งช่วง ลมพายุหรือพายุไต้ฝุ่น ภัยอากาศหนาวหรือน้ำค้างแข็ง ลูกเห็บ ไฟไหม้ และภัยจากช้างป่า โดยแยกความคุ้มครองเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ความคุ้มครองพื้นฐาน อยู่ที่ 1,190 บาทต่อไร่ และส่วนที่ 2 ความคุ้มครองส่วนเพิ่ม อยู่ที่ 240 บาทต่อไร่ 
 
หมวดที่ 2 ภัยศัตรูพืชหรือโรคระบาด โดยแยกความคุ้มครองเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ความคุ้มครองพื้นฐาน อยู่ที่ 595 บาทต่อไร่ ส่วนที่ 2 ความคุ้มครองส่วนเพิ่ม อยู่ที่ 120 บาทต่อไร่ โดยภัยดังกล่าวผู้ว่าราชการจังหวัดต้องมีการประกาศเป็นเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ดังนั้น เกษตรกรที่ทำประกันภัยโดยเลือกซื้อความคุ้มครองทั้งส่วนที่ 1 และส่วนที่ 2 ในคราวเดียวกันของหมวดที่ 1 จะได้รับ ความคุ้มครองรวมอยู่ที่ 1,430 บาทต่อไร่ และหมวดที่ 2 จะได้รับความคุ้มครองรวมอยู่ที่ 715 บาทต่อไร่ โดยมีค่าเบี้ยประกันภัยและสัดส่วนการอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัย ดังนี้  
 
สำหรับเกษตรกรที่เป็นลูกค้าสินเชื่อ ธ.ก.ส. จะได้รับการอุดหนุนเบี้ยประกันภัยทั้งหมดโดยรัฐบาลและ ธ.ก.ส.  ส่วนเกษตรกรทั่วไปและเกษตรกรลูกค้าสินเชื่อ ธ.ก.ส. ที่ต้องการซื้อประกันภัยเพิ่ม จะจ่ายเบี้ยประกันภัยตามพื้นที่ความเสี่ยงภัย โดยจะได้รับการอุดหนุนเบี้ยประกันภัยบางส่วนจากรัฐบาล ในส่วนที่ 1 ความคุ้มครองพื้นฐาน ถ้าเป็นพื้นที่สีเขียวมีความเสี่ยงภัยต่ำ เกษตรกรจะจ่ายเบี้ยประกันภัยส่วนที่เหลือ 39.60 บาทต่อไร่ พื้นที่สีเหลืองมีความเสี่ยงภัยปานกลาง เกษตรกรจะจ่ายเบี้ยประกันภัยส่วนที่เหลือ 139.60 บาทต่อไร่ และพื้นที่สีแดงมีความเสี่ยงภัยสูง เกษตรกรจะจ่ายเบี้ยประกันภัยส่วนที่เหลือ 158.60 บาทต่อไร่ สำหรับเบี้ยประกันภัยในส่วนที่ 2 ความคุ้มครองส่วนเพิ่ม เกษตรกรจะจ่ายเบี้ยประกันภัยเองทั้งหมดตามพื้นที่ความเสี่ยงภัย ถ้าเป็นพื้นที่สีเขียวมีความเสี่ยงภัยต่ำ จ่ายเบี้ยประกันภัย 27 บาทต่อไร่ พื้นที่สีเหลืองมีความเสี่ยงภัยปานกลาง จ่ายเบี้ยประกันภัย 60 บาทต่อไร่ และพื้นที่สีแดงมีความเสี่ยงภัยสูง จ่ายเบี้ยประกันภัย 110 บาทต่อไร่ (ไม่รวมอากรแสตมป์และภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยกำหนดวันเริ่มจำหน่ายกรมธรรม์ประกันภัย
ข้าวนาปี ปีการผลิต 2565 ตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบโครงการฯ โดยภาคเหนือ กลาง อีสาน สิ้นสุดการทำประกันภัยถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2565 ยกเว้น จังหวัดตาก กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สิ้นสุดการทำประกันภัยวันที่ 30 มิถุนายน 2565 และภาคใต้สิ้นสุดการทำประกันภัยวันที่ 31 ธันวาคม 2565 ซึ่งเกษตรกรสามารถซื้อกรมธรรม์ประกันภัยได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขา หรือ (ซื้อได้ด้วยแอปพลิเคชัน BAAC INSURE)
พร้อมกันนี้ ตนในฐานะนายทะเบียนยังได้ให้ความเห็นชอบแบบและข้อความกรมธรรม์ประกันภัยและอัตราเบี้ยประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2565 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จำนวน 3 ฉบับ ดังนี้
1) กรมธรรม์ประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2565 เพื่อกลุ่มลูกค้าสินเชื่อเพื่อการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
2) กรมธรรม์ประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2565 สำหรับกลุ่มเกษตรกรรายย่อย (ไมโครอินชัวรันส์)  
3) กรมธรรม์ประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2565 สำหรับกลุ่มเกษตรกรรายย่อย (ไมโครอินชัวรันส์) ส่วนเพิ่ม โดยกรมธรรม์ประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้ง 3 ฉบับ ให้ความคุ้มครองความเสียหายจากภัย 2 หมวด ดังนี้ 
หมวดที่ 1 ภัยน้ำท่วมหรือฝนตกหนัก ภัยแล้ง ฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ลมพายุหรือพายุไต้ฝุ่น ภัยอากาศหนาวหรือน้ำค้างแข็ง ลูกเห็บ ไฟไหม้ และภัยจากช้างป่า โดยแยกความคุ้มครองเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ความคุ้มครองพื้นฐาน  
อยู่ที่ 1,500 บาทต่อไร่ และส่วนที่ 2 ความคุ้มครองส่วนเพิ่ม อยู่ที่ 240 บาทต่อไร่ 
 
หมวดที่ 2 ภัยศัตรูพืชหรือโรคระบาด โดยแยกความคุ้มครองเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ความคุ้มครองพื้นฐาน 
อยู่ที่ 750 บาทต่อไร่ ส่วนที่ 2 ความคุ้มครองส่วนเพิ่ม อยู่ที่ 120 บาทต่อไร่ โดยภัยดังกล่าวผู้ว่าราชการจังหวัดต้องมีการประกาศเป็นเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ดังนั้น เกษตรกรที่ทำประกันภัยโดยเลือกซื้อความคุ้มครองทั้งส่วนที่ 1 และส่วนที่ 2 ในคราวเดียวกันของหมวดที่ 1 จะได้รับ ความคุ้มครองรวมอยู่ที่ 1,740 บาทต่อไร่ และหมวดที่ 2 จะได้รับความคุ้มครองรวมอยู่ที่ 870 บาทต่อไร่ โดยมีค่าเบี้ยประกันภัยและสัดส่วนการอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัย ดังนี้
โครงการประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2565 ได้กำหนดอัตราเบี้ยประกันภัย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์) ออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 (Tier 1) อัตราเบี้ยประกันภัยพื้นฐาน สำหรับลูกค้าสินเชื่อเพื่อการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของ ธ.ก.ส. จะได้รับการอุดหนุนเบี้ยประกันภัยทั้งหมด โดยรัฐบาลและ ธ.ก.ส. อุดหนุนเบี้ยประกันภัย สำหรับเกษตรกรทั่วไป หรือลูกค้าสินเชื่อ ธ.ก.ส. ที่ต้องการซื้อประกันภัยเพิ่มจะจ่ายตามพื้นที่ความเสี่ยงภัย โดยจะได้รับการอุดหนุนเบี้ยประกันภัยบางส่วนจากรัฐบาล ในส่วนที่ 1 ความคุ้มครองพื้นฐานถ้าเป็นพื้นที่สีเขียวมีความเสี่ยงภัยต่ำ เกษตรกรจะจ่ายเบี้ยประกันภัยส่วนที่เหลือ 60 บาทต่อไร่ พื้นที่สีเหลืองมีความเสี่ยงภัยปานกลาง เกษตรกรจะจ่ายเบี้ยประกันภัยส่วนที่เหลือ 260 บาทต่อไร่ และพื้นที่สีแดงมีความเสี่ยงภัยสูง เกษตรกรจะจ่ายเบี้ยประกันภัยส่วนที่เหลืออีก 460 บาทต่อไร่   
 
สำหรับเบี้ยประกันภัยในส่วนที่ 2 ความคุ้มครองส่วนเพิ่ม เกษตรกรจะจ่ายเบี้ยประกันภัยเองทั้งหมดตามพื้นที่ความเสี่ยงภัย ถ้าเป็นพื้นที่สีเขียวมีความเสี่ยงภัยต่ำ จ่ายเบี้ยประกันภัย 90 บาทต่อไร่ พื้นที่สีเหลืองมีความเสี่ยงภัยปานกลาง จ่ายเบี้ยประกันภัย 100 บาทต่อไร่ และพื้นที่สีแดงมีความเสี่ยงภัยสูง จ่ายเบี้ยประกันภัย 110 บาทต่อไร่ (เบี้ยประกันภัยความคุ้มครองส่วนเพิ่มยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์) โดยกำหนดแบ่งจำหน่ายกรมธรรม์ประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็น 2 รอบ ตามฤดูเพาะปลูก โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูฝน เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบโครงการฯ ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2565 ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 ถึงวันที่ 15 มกราคม 2566 ซึ่งเกษตรกรสามารถซื้อกรมธรรม์ประกันภัยได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขา หรือ (ซื้อได้ด้วยแอปพลิเคชัน BAAC INSURE)
เลขาธิการ คปภ. กล่าวด้วยว่า สำนักงาน คปภ. มีความพร้อมและสามารถขับเคลื่อนโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2565 และโครงการประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2565 ตามนโยบายของรัฐบาลทันที 
 
โดยได้รับความร่วมมือจาก สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการปกครอง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมประชาสัมพันธ์ กรมการข้าว กรมส่งเสริมสหกรณ์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และสมาคมประกันวินาศภัยไทย ในการดำเนินการโครงการอบรมความรู้ประกันภัย (Training  for  the Trainers) สำหรับการประกันภัยข้าวนาปีและการประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาอย่างต่อเนื่อง 
 
 “สำนักงาน คปภ. ตระหนักถึงความสำคัญของการนำระบบประกันภัยไปช่วยลดความเลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจของประชาชน โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมของประเทศ ซึ่งอาชีพเกษตรชาวนาในปัจจุบันมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากต้องพึ่งพิงปัจจัยทางธรรมชาติเป็นอย่างมาก จึงมีความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง 
ลมพายุ และแมลงศัตรูพืช ฯลฯ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกษตรกรชาวนาส่วนใหญ่ยังคงมีรายได้ค่อนข้างต่ำ ไม่คงที่แน่นอน และบางรายต้องสูญเสียที่ดินทำกิน จึงจำเป็นต้องมีระบบประกันภัยเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงภัย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและยกระดับรายได้ให้กับเกษตรกรชาวนาและเกษตรกรไทยให้อย่างยั่งยืนต่อไป” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย
 
...............................................
หมวดหมู่ข่าว: 

สำนักงาน คปภ. ภาค 6 (ชลบุรี) เปิดรับสมัครอบรมต่อใบอนุญาตตัวแทน/นายหน้าประกันภัย ครั้งที่ 4 เป็นต้นไป ประจำเดือนมิถุนายน 2565 โดยเริ่มรับสมัคร ตั้งแต่วันที่ 10 - 31 พ.ค. 2565

< >
วันที่เผยแพร่: 
09 พฤษภาคม 2565

สำนักงาน คปภ. ภาค 6 (ชลบุรี) เปิดรับสมัครอบรมต่อใบอนุญาตตัวแทน/นายหน้าประกันภัย ครั้งที่ 4 เป็นต้นไป ประจำเดือนมิถุนายน 2565 โดยเริ่มรับสมัคร ตั้งแต่วันที่ 10 - 31 พ.ค. 2565 ผ่านการสแกน QR Code ไปยัง Google forms

หมวดหมู่ข่าว: 

คปภ. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ทุกฝ่ายเห็นตรงกันที่จะต้องเร่งแปลงโฉมธุรกิจประกันภัยสู่ Digital Insurance ให้เป็นรูปธรรม

< >
<
>
วันที่เผยแพร่: 
04 พฤษภาคม 2565

คปภ. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ทุกฝ่ายเห็นตรงกันที่จะต้องเร่งแปลงโฉมธุรกิจประกันภัยสู่ Digital Insurance ให้เป็นรูปธรรม

 
ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ เปิดเวทีสัมมนารับฟังความคิดเห็นตามโครงการจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาและเสนอแนะแนวทางการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมประกันภัยปรับเปลี่ยนองค์กร (Transformation) เป็น Digital Insurance ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ (Grand Richmond Hotel) จังหวัดนนทบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลการศึกษาเสนอแนะแนวทางการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมประกันภัยปรับเปลี่ยนองค์กรเป็น Digital Insurance ในเบื้องต้น พร้อมทั้งเพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เช่น กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมประกันวินาศภัยไทย สมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน สมาคมนายหน้าประกันภัยไทย สมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สมาคมฟินเทคแห่งประเทศไทย สภาองค์กรของผู้บริโภค สมาคมโรงพยาบาลเอกชน เป็นต้น โดยการสัมมนาเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง จัดขึ้น 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2565 และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2565 
 
เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า สำนักงาน คปภ. มีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้อุตสาหกรรมประกันภัยปรับเปลี่ยนองค์กร (Transformation) เป็น Digital Insurance โดยได้จัดให้มีการ Kick Off โครงการนี้เมื่อช่วงเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา โดยที่ปรึกษาซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านกฎหมาย คณิตศาสตร์ประกันภัย บริหารความเสี่ยง ด้านการตลาด และด้าน IT ได้มีการทบทวนสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 กรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 แผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 4 รวมถึงกฎหมายประกันภัยของประเทศไทยที่เกี่ยวข้อง มีการนำข้อเสนอแนะของ World Bank และ IMF ในการประเมิน FSAP ด้านการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยมาพิจารณา มีการวิเคราะห์โครงสร้างตลาดประกันภัยทางเศรษฐศาสตร์ วิเคราะห์และเปรียบเทียบกับ Market Structure ในต่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม เป็นต้น และที่สำคัญได้มีการทำ Survey เกี่ยวกับ Digital Insurance ของบริษัทประกันภัยไทย และมีการสัมภาษณ์บุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องในหลากหลายภาคส่วน ดังนั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาและเป็นการสร้างความเข้าใจเบื้องต้นให้กับผู้มีส่วนได้เสียกับอุตสาหกรรมประกันภัยไทย สำนักงาน คปภ. จึงได้จัดการสัมมนาเปิดรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวขึ้น ซึ่งเป็นการนำเสนอผลการศึกษาโดยอาจารย์พฤทธิพร  นครชัย จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  
 
เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของที่ปรึกษาศศินทร์ฯ แบ่งเป็น 2 ด้าน คือ ด้านที่ 1 การกำกับดูแล เสนอแนะให้กำกับดูแลให้ผู้เล่นในอุตสาหกรรมมีสภาพแวดล้อมที่สามารถแข่งขันได้เท่าเทียมกัน อาทิ การเปิดเสรีให้มีการแข่งขันกับต่างประเทศ หรือการแข่งขันระหว่างบริษัทประกันภัยดิจิทัล และบริษัทประกันภัยแบบดั้งเดิม เช่น การขออนุมัติหรือการมี Fast Track ในการทดสอบผลิตภัณฑ์ และควรดึงดูดบริษัทประกันภัยต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศ รวมทั้งควรเพิ่มความยืดหยุ่นในการกำกับดูแลเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของธุรกิจและนวัตกรรมดิจิทัลในอนาคต โดยเสนอแนะให้สำนักงานฯ เร่งดำเนินการตามแผนการปรับการกำกับดูแล ให้เป็น Principle หรือ Objective Based มากขึ้น เช่น การกำกับดูแลแบบ Portfolio ตามระดับชั้นของความสามารถความเสี่ยงและความเข้มแข็งทางการเงินรวมทั้งขั้นตอนการอนุมัติผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเน้นความเสถียรของระบบและความปลอดภัยมากกว่ารายละเอียดปลีกย่อย 
 
ด้านที่ 2 แนวทางการส่งเสริมดิจิทัล อาทิเช่น ส่งเสริมให้มีผู้บริหารด้านดิจิทัลของบริษัทประกันภัยมาจากอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยแนวทางควรเป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจในด้านเทคนิครวมถึง Mindset ของตลาดและการดำเนินธุรกิจดิจิทัลอย่างลึกซึ้ง รวมทั้งควรมีการสร้าง Platform กลาง ที่บริษัทประกันภัยสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกัน เช่น TFRS17 ที่มีการลงทุนสูง เป็นต้น โดยสำนักงาน คปภ. อาจเปิดโอกาสให้ Startup ที่มีความสามารถเข้ามาเป็นผู้จัดทำ Platform กลาง เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือการคำนวณอัตราเบี้ยประกันภัย ลดการฉ้อฉลประกันภัยและต้นทุนบริษัทประกันภัย ลดภาระในการแปลงข้อมูลเข้าสู่ระบบภายในสำนักงานฯ และลดการลงทุนด้านข้อมูลที่ซับซ้อน โดยอาจมีการเชื่อมต่อข้อมูลที่สำคัญในธุรกิจร่วมด้วย นอกจากนี้ สำนักงานฯ อาจพิจารณาการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนทักษะที่จำเป็น เช่น นักคณิตศาสตร์ประกันภัย โดยอาจมีโครงการ Actuary Junior และควรมีการประชุมกับภาคธุรกิจอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องเพื่อทราบความเป็นไปปัญหาและอุปสรรคในการหาทางออกหรือแก้ไขร่วมกัน ตลอดจนดำเนินการร่วมกับภาครัฐอื่น ๆ เพื่อดำเนินการในด้านต่าง ๆ เช่น การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับโรงพยาบาลเอกชน และแก้ไขกฎหมายที่ปลดข้อจำกัดทางด้านการดำเนินงานด้านดิจิทัล รวมไปถึงการควบรวมบริษัทประกันภัย เป็นต้น
 
“การสัมมนาครั้งนี้นอกจากเป็นเวทีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมประกันภัยไทยแล้ว ยังเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประสบการณ์เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการธุรกิจประกันภัยในมิติต่าง ๆ และการพัฒนาองค์กรให้สามารถเผชิญกับบริบทของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที โดยจากการแสดงความคิดเห็น มีข้อเสนอแนะในทิศทางที่สอดคล้องกันคือ เห็นความสำคัญที่บริษัทประกันภัยจะต้องปรับเปลี่ยนองค์กรเป็น Digital โดยควรมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในทุกกระบวนงานของระบบประกันภัย (End-to-End Process) และควรต้องให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงเรื่อง IT Security โดยเห็นว่าที่ผ่านมาโครงการ OIC Sandbox ของสำนักงาน คปภ. เป็นประโยชน์อย่างมากต่อภาคธุรกิจประกันภัย สำหรับประเด็นที่เกี่ยวกับจำนวนของผู้ประกอบการในธุรกิจประกันภัยที่เหมาะสม ผู้เข้าร่วมงานสัมมนาเห็นว่าควรต้องให้ความสำคัญกับเรื่องการผูกขาด และการแข่งขันในธุรกิจ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้เสียผลประโยชน์ และสำนักงาน คปภ. ควรมีการกำกับดูแลที่เป็นการเปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการรายใหม่ที่มาจากกลุ่ม Start-up เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้ร่วมสัมมนาเห็นตรงกันว่าการควบรวมกิจการของบริษัทประกันภัย เป็นปัจจัยที่จะสร้างจุดแข็งให้กับบริษัทในการ Transform เป็น Digital Insurer เป็นต้น ทั้งนี้ทีมที่ปรึกษาโครงการจะได้นำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้เข้าร่วมสัมมนาไปเพิ่มเติมและปรับปรุงผลการศึกษาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นเพื่อจะได้ใช้เป็นแนวทางในการกำกับดูแลให้อุตสาหกรรมประกันภัยก้าวสู่การเป็น Digital Insurance อย่างแท้จริง และเกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย
 
..............................................................................
หมวดหมู่ข่าว: 

เลขาธิการ คปภ. เดินหน้าเต็มสูบ เร่งคลอด “NIB” ศูนย์บริหารข้อมูลด้านการประกันภัยแห่งชาติ

< >
<
>
วันที่เผยแพร่: 
02 พฤษภาคม 2565

เลขาธิการ คปภ. เดินหน้าเต็มสูบ เร่งคลอด “NIB” ศูนย์บริหารข้อมูลด้านการประกันภัยแห่งชาติ

ย้ำชัด..! ควบรวมฐานข้อมูล “ประกันชีวิต-วินาศภัย” สู่ Big data ช่วยยกระดับและเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมประกันภัยในระดับสากล
 
ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2565 สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริม การประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ร่วมกับคณะที่ปรึกษาจากศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท บีเทค เทค คัมพะนี จำกัด เปิดเวทีประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง กรณีการจัดตั้งศูนย์บริหารข้อมูลด้านการประกันภัยแห่งชาติ ภายใต้หัวข้อ “พลิกโฉมการเข้าถึงข้อมูลด้านประกันภัยกับแนวทางการจัดตั้ง National Insurance Bureau : ก้าวต่อไปของประกันภัยไทยเพื่ออนาคต ที่ยั่งยืน” ณ โรงแรม เจดับบลิว แมริออท กรุงเทพฯ โดยผ่านช่องทางการประชุมออนไลน์ (Zoom Meeting) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสรุปแนวทางในการจัดตั้งศูนย์บริหารข้อมูลด้านการประกันภัยแห่งชาติที่เหมาะสมและเป็นศูนย์กลางข้อมูลด้านประกันภัยของประเทศไทย อีกทั้งสามารถให้บริการด้านข้อมูลหรือบริการด้านอื่นที่เกี่ยวข้องแก่ประชาชน ภาคธุรกิจประกันภัย ตลอดจน หน่วยงานภาครัฐ หรือภาคเอกชนอื่นที่เกี่ยวข้องได้อย่างรวดเร็ว 
มีประสิทธิภาพ ช่วยยกระดับการดำเนินกิจการของอุตสาหกรรมประกันภัย และเพิ่มศักยภาพของอุตสาหกรรมประกันภัยในระดับสากล
 
เลขาธิการ คปภ. เป็นประธานกล่าวเปิดเวทีประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกรณีการจัดตั้งศูนย์บริหารข้อมูลด้านการประกันภัยแห่งชาติ โดยมีความสำคัญตอนหนึ่งว่า สำนักงาน คปภ. ได้จัดทำระบบฐานข้อมูลการประกันภัย (Insurance Bureau System : IBS) ซึ่งได้พัฒนาฐานข้อมูลประกันวินาศภัยเสร็จแล้ว และอยู่ระหว่างพัฒนาฐานข้อมูลประกันชีวิตตามแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2564-2568) แต่เนื่องจากสภาพแวดล้อมภายนอก กฎระเบียบต่าง ๆ และเทคโนโลยีดิจิทัลที่เกิดการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้การเชื่อมโยงข้อมูลในเชิงบูรณาการกับฐานข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการนำข้อมูลด้านประกันภัยต่าง ๆ ภายในระบบฐานข้อมูลการประกันภัยมาประมวลและวิเคราะห์เพื่อการใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ เป็นไปอย่างจำกัด ด้วยเหตุนี้ สำนักงาน คปภ. จึงเห็นควรที่จะต้องดำเนินการผลักดันการจัดตั้งศูนย์บริหารข้อมูลด้านการประกันภัยแห่งชาติ National Insurance Bureau (NIB) ในระยะต่อไป เพื่อเป็นสิ่งที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มต่อภาคธุรกิจประกันภัยและต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมาก เพราะ NIB จะเป็นศูนย์ที่รวมข้อมูลประกันภัย ทั้งประกันวินาศภัย และประกันชีวิต จากระบบ IBS ทั้งสองระบบ โดยสิ่งที่ต้องคำนึงถึง คือ ต้องไม่ก่อให้เกิดภาระในการส่งข้อมูลซ้ำซ้อนหลายทาง ทั้งโดยการส่งให้ NIB แล้วยังต้องส่งให้ IBS โดยข้อมูลที่ส่งไปต้องถูกออกแบบให้เป็นข้อมูลที่มีการ Cleansing หรือการจัดระเบียบของข้อมูล และมีคุณภาพ 
(Data Quality) เพื่อให้พร้อมสำหรับนำ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ และ Machine Learning มาใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์ข้อมูล ให้ได้ผลลัพธ์ที่ช่วยป้องกัน ช่วยในการตัดสินใจเชิงรุก และช่วยคาดการณ์เกี่ยวกับการประกันภัยล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำมากขึ้น รวมทั้งเอื้อให้เกิดธุรกิจใหม่ ๆ เช่น InsurTech (Insurance Technology), หรือ RegTech (Regulatory Technology), และ SupTech (Supervisory Technology) ตลอดจน HealthTech (Health Technology) ที่ต้องให้ความสำคัญ ซึ่งจำเป็นต้องพัฒนามาตรการในการกำกับดูแลที่จำเป็นและเกี่ยวข้องต่อไป
 
ในการเสนอการจัดตั้ง NIB นั้น ได้มีการศึกษาแนวทางการจัดตั้ง NIB ในหลาย ๆ ประเทศที่ประสบความสำเร็จ ทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ และอินเดีย ที่มีความพยายามในการจัดตั้งศูนย์บริหารและพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการประกันภัยแห่งชาติ ซึ่งมีรูปแบบการจัดตั้งที่หลากหลายทั้งในรูปแบบที่ดำเนินการโดยหน่วยงานภาครัฐที่เป็นหน่วยงานราชการ หน่วยงานอิสระหรือกึ่งราชการที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐ และหน่วยงานภาคเอกชนที่ได้รับการมอบหมายอำนาจหน้าที่ตามกฎระเบียบของประเทศ เป็นต้น
 
โดยระบบฐานข้อมูลที่มีการจัดเก็บ รวบรวม และแลกเปลี่ยนระหว่างหน่วยงานที่เป็นสมาชิกมีทั้งการให้บริการที่เป็นขอบเขตเฉพาะเจาะจง เช่น การประกันภัยภาคบังคับ และการให้บริการข้อมูลที่มีความครอบคลุมทั้งการประกันวินาศภัยและการประกันชีวิต
 
จากการรับฟังความคิดเห็นในที่ประชุมเห็นตรงกันว่าควรสนับสนุนการจัดตั้ง NIB ในประเทศไทยเพื่อเสริมสร้างความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมประกันภัยของไทยทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทผู้รับประกันภัย นายหน้าประกันภัย ตัวแทนประกันภัย ผู้เอาประกันภัย ตลอดจนหน่วยงานผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการประกันภัยแต่ละประเภทครอบคลุมทั้งประกันวินาศภัย ประกันชีวิต และประกันสุขภาพ โดยในอนาคต NIB สามารถต่อยอดการให้บริการไปสู่ InsurTech และ FinTech โดยการใช้ประโยชน์จาก Big Data และเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทวีความสำคัญเพิ่มขึ้นในสังคมไทยและสังคมโลก การให้ NIB มีอำนาจตามกฎหมายในการขอข้อมูลจากกิจการประกันภัยตามรูปแบบ มาตรฐาน และเงื่อนไขที่กำหนดได้ (คล้ายกรณีบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ที่มีกฎหมายรองรับการจัดตั้ง) และการจัดตั้ง NIB จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งหน่วยงานกำกับดูแล อุตสาหกรรมประกันภัย นายหน้าประกันภัย ตัวแทนประกันภัย และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ที่ประชุมฯ มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะในการขับเคลื่อน NIB เช่น การทำงานของ NIB ควรมีการเสริมกับการดำเนินงานของโครงการพัฒนาฐานข้อมูลการประกันภัย IBS ของสำนักงาน คปภ. การดำเนินงานของ NIB ในช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Period) การพิจารณาความเหมาะสมของการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการเข้าถึงข้อมูล NIB การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ถือกรมธรรม์ และการประชาสัมพันธ์ข้อมูลบางประเภทที่ได้จัดเก็บอยู่แล้วเพื่อให้ประชาชนผู้ถือกรมธรรม์ได้รับทราบและสามารถใช้ประโยชน์ได้
 
“ผมเชื่อมั่นว่า การจัดตั้ง NIB จะก่อให้เกิดศูนย์กลางข้อมูลด้านประกันภัยของประเทศไทย และสามารถให้บริการด้านข้อมูลหรือบริการด้านอื่นที่เกี่ยวข้องแก่ประชาชน ภาคธุรกิจประกันภัย ตลอดจน หน่วยงานภาครัฐ หรือภาคเอกชนอื่นที่เกี่ยวข้องได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ช่วยยกระดับการดำเนินกิจการของอุตสาหกรรมประกันภัย และเพิ่มศักยภาพของอุตสาหกรรมประกันภัยในระดับสากล” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย 
 
..............................................................................
หมวดหมู่ข่าว: 

หน้า

Subscribe to RSS - ข่าว