ข่าว

เลขาธิการ คปภ. ออกคำสั่งนายทะเบียนด่วน ให้ผู้เอาประกันภัยที่สามารถแยกกักตัวที่บ้าน Home Isolation ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เคลมค่ารักษาพยาบาลได้

< >
<
>
วันที่เผยแพร่: 
30 July 2564
เลขาธิการ คปภ. ออกคำสั่งนายทะเบียนด่วน ให้ผู้เอาประกันภัยที่สามารถแยกกักตัวที่บ้าน Home Isolation ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เคลมค่ารักษาพยาบาลได้
• คปภ. ผนึกกำลังภาคธุรกิจประกันภัย ช่วยเหลือประชาชนสู้โควิด-19 พร้อมหนุนภาครัฐใช้มาตรการ Home Isolation แก้ปัญหาวิกฤตเตียงโรงพยาบาลไม่เพียงพอ
 
ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า นับตั้งแต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย เข้าสู่ระลอก 3 ที่กระจายไปทั่วเป็นวงกว้าง และเกิดคลัสเตอร์ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำนักงาน คปภ. ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ออกคำสั่งนายทะเบียนที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับมาตรการของรัฐบาลที่ได้ปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนผู้เอาประกันภัย โดยการขยายความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ขยายความคุ้มครองการรักษาพยาบาลเนื่องจากการติดเชื้อโควิด-19 ในโรงพยาบาลสนามหรือ hospitel ให้ได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัย เช่นเดียวกับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลทั่วไป และขยายความคุ้มครองกรณีผลกระทบจากการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่กระทำการโดยแพทย์ พยาบาล หรือบุคลากรที่ได้รับการอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมายแห่งราชอาณาจักรไทย ไม่ว่าจะดําเนินการ ณ สถานที่ใดก็ตาม ให้ได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัย เช่นเดียวกับการฉีดวัคซีนในโรงพยาบาลทั่วไป  
 
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในขณะนี้ยังคงไม่คลี่คลายและทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้จำนวนเตียงรองรับผู้ป่วยติดเชื้อไม่เพียงพอ การเพิ่มโรงพยาบาลสนามหรือ hospitel ไม่ทันกับการเพิ่มจำนวนของผู้ป่วยติดเชื้อ และสิ่งที่สำคัญคือบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องทำงานหนักมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยมีหลายรายต้องติดเชื้อ ทำให้มีจำนวนไม่เพียงพอต่อการดูแลรักษาผู้ป่วยติดเชื้อ รัฐบาลจึงได้มีแนวทางปรับการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ โดยกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขได้ออกแนวทางการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ให้ได้รับการดูแลรักษาแบบ Home Isolation หรือแบบ Community Isolation 
ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบกรมธรรม์ประกันภัยสุขภาพและการประกันภัย COVID-19 ที่มีอยู่ในปัจจุบัน พบว่า ยังไม่ครอบคลุมถึงกรณีการดูแลรักษาแบบ Home Isolation หรือแบบ Community Isolation ซึ่งย่อมทำให้ผู้เอาประกันภัยซึ่งเข้ารับการดูแลรักษาแบบ Home Isolation หรือแบบ Community Isolation ไม่สามารถเคลมประกันได้ ดังนั้น เพื่อความเป็นธรรมและให้ระบบประกันภัยเข้าไปบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน อีกทั้งเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของภาครัฐและบุคลากรทางการแพทย์ สำนักงาน คปภ. จึงได้ประชุมหารือร่วมกับสมาคมประกันชีวิตไทย และสมาคมประกันวินาศภัยไทย โดยได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ระบบประกันภัยควรจะเข้าไปช่วยเหลือในเรื่องนี้ ตนในฐานะนายทะเบียนจึงได้ออกคำสั่งนายทะเบียนที่ 43/2564 เรื่อง การจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามกรมธรรม์ประกันภัยสำหรับผู้เอาประกันภัยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และได้เข้ารับการดูแลรักษาพยาบาลแบบ Home Isolation หรือแบบ Community Isolation สำหรับบริษัทประกันชีวิต และคำสั่งนายทะเบียนที่ 44/2564 เรื่อง การจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามกรมธรรม์ประกันภัยสำหรับผู้เอาประกันภัยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และได้เข้ารับการดูแลรักษาพยาบาลแบบ Home Isolation หรือแบบ Community Isolation สำหรับบริษัทประกันวินาศภัย เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการให้ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย ทั้งนี้ หากตรวจพบว่าผู้เอาประกันภัยติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งมีการดูแลรักษาแบบดังกล่าว โดยกรณีกรมธรรม์ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก ให้สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลจากวงเงินความคุ้มครองผู้ป่วยนอกตามความจำเป็นทางการแพทย์และที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินผลประโยชน์ในกรมธรรม์ หรือกรณีตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยในให้อนุโลมจ่ายค่ารักษาพยาบาลแบบการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยนอก ตามความจำเป็นทางการแพทย์และที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินผลประโยชน์ในกรมธรรม์ ส่วนกรณีกรมธรรม์ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลกรณีเป็นผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ก็ให้อนุโลมจ่ายค่ารักษาพยาบาลแบบการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยนอกตามความจำเป็นทางการแพทย์และที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินผลประโยชน์ในกรมธรรม์ นอกจากนี้ ยังให้บริษัทประกันภัยจ่ายค่าชดเชยรายวันกรณี Home Isolation หรือ Community Isolation หากมีความจำเป็นทางการแพทย์ที่ต้องรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในในสถานพยาบาล เช่น อยู่ในกลุ่มเสี่ยงแต่ไม่มีสถานพยาบาลรองรับ โดยจ่ายตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองค่าชดเชยรายวัน สูงสุด 14 วัน นับแต่วันที่มีความจำเป็นทางการแพทย์ที่ต้องรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในในสถานพยาบาลแต่ไม่มีสถานพยาบาลรองรับ อีกทั้งคำสั่งนายทะเบียนนี้ยังเปิดช่องให้บริษัทประกันภัยสามารถจ่ายเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร นอกเหนือจากการจ่ายตามที่คำสั่งกำหนด โดยคำสั่งนายทะเบียนดังกล่าว มีผลใช้บังคับกับสิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์ประกันภัยที่บริษัทได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียน ซึ่งบริษัทออกให้แก่ผู้เอาประกันภัย ทั้งก่อนและหลังวันที่มีคำสั่ง (วันที่ 29 กรกฎาคม 2564) จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2564
 
“การออกคำสั่งนายทะเบียนทั้งสองฉบับนี้ เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 สำหรับการดำเนินการต่อไปเพื่อให้ระบบประกันภัยสามารถรองรับความเสี่ยงในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้สอดคล้องกับมาตรการทางด้านสาธารณสุข สำนักงาน คปภ. จะได้เร่งส่งเสริมให้มีการพัฒนากรมธรรม์ประกันภัยให้ครอบคลุมถึงกรณีการดูแลรักษาแบบ Home Isolation หรือแบบ Community Isolation ต่อไป ทั้งนี้ หากต้องการสอบถามข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สายด่วน คปภ. 1186 หรือ Add Line Official @oicconnect” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย
หมวดหมู่ข่าว: 

คปภ. ออกคำสั่งนายทะเบียน ห้ามบริษัทประกันภัย บอกเลิกกรมธรรม์ ประกันภัย COVID-19 เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชน

< >
วันที่เผยแพร่: 
16 July 2564

คปภ. ออกคำสั่งนายทะเบียน ห้ามบริษัทประกันภัย บอกเลิกกรมธรรม์ ประกันภัย COVID-19 เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชน 

ตามที่มีข่าวว่าบริษัทประกันภัยรายหนึ่งมีหนังสือถึงผู้เอาประกันภัยแจ้งการใช้สิทธิบอกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) แบบ เจอ จ่าย จบ หรือ COVID 2 in 1 รวมทั้งมีการเผยแพร่เอกสารการใช้สิทธิบอกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวต่อสาธารณชนนั้น สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการติดตามข้อมูลดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและได้ประสานงานกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อมิให้พี่น้องประชาชนได้รับ ความเดือดร้อน โดยเห็นว่า ในสถานการณ์ที่ประชาชนกำลังเดือดร้อน ระบบประกันภัยควรเป็นที่พึ่งและสามารถเข้าไปช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
ดังนั้นเพื่อความเป็นธรรมและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้เอาประกันภัยจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ตลอดจนเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนผู้เอาประกันภัย สำนักงาน คปภ. จึงได้ดำเนินการออกคำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 เรื่อง ให้ยกเลิกเงื่อนไขการใช้สิทธิบอกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยโดยบริษัท 
ในกรมธรรม์ประกันภัย COVID-19 สำหรับบริษัทประกันวินาศภัย เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นและเป็นการคุ้มครองประชาชนผู้เอาประกันภัย 
โดยคำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 ได้สั่งให้ยกเลิกเงื่อนไขการใช้สิทธิบอกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยโดยบริษัท สำหรับกรมธรรม์ประกันภัย COVID-19 ที่บริษัทได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียน และกรมธรรม์ประกันภัย COVID-19 ที่บริษัทได้ออกให้แก่ผู้เอาประกันภัยก่อนวันที่ 16 กรกฎาคม 2564 และยังคงมีผลใช้บังคับ เว้นแต่ปรากฏหลักฐานชัดเจนต่อบริษัทว่าผู้เอาประกันภัยได้กระทำการทุจริตหรือฉ้อฉลประกันภัย เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์จากการประกันภัย ซึ่งหมายความว่า กรมธรรม์ประกันภัยโควิดที่ยังไม่หมดอายุจะได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยต่อไปจนกว่าจะหมดอายุความคุ้มครอง โดยที่บริษัทประกันภัยจะไม่สามารถบอกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยได้ตามอำเภอใจ 
“การออกคำสั่งนี้เป็นกรณีที่นายทะเบียนเห็นสมควร เนื่องจากเป็นเรื่องที่กระทบต่อพี่น้องประชาชนผู้เอาประกันโควิดเป็นวงกว้าง ทั้งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของระบบประกันภัยไทย รวมทั้งมีการใช้มาตรการอย่างอื่นแล้วไม่เป็นผล จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินการโดยเร่งด่วนเพื่อมิให้ปัญหาลุกลามบานปลาย โดยที่คำสั่งดังกล่าวจะมี
 
ผลกับบริษัทประกันวินาศภัยทุกบริษัท จึงไม่มีการเลือกปฏิบัติ ซึ่งต่อไปจะได้หารือกันเพื่อให้มีการปรับปรุงเงื่อนไขการบอกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคยิ่งขึ้น ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. จะติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด และขอให้ประชาชนมั่นใจต่อระบบประกันภัย สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงได้ในทุกสถานการณ์ หากไม่ได้รับความเป็นธรรมเรื่องประกันภัย หรือต้องการข้อมูลด้านประกันภัยเพิ่มเติม สอบถามได้ที่สายด่วน คปภ. 1186 หรือ Add Line Official @oicconnect” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย    
 
หมวดหมู่ข่าว: 

ประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง รายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกให้เข้ารับการศึกษาอบรมหลักสูตรวิทยาการประกันภัยระดับสูง (วปส.) รุ่นที่ ๑๐ ประจำปี ๒๕๖๔ และรายชื่อผู้ที่ได้รับการคัดเลือกสำรอง

ประกาศสำนักงาน คปภ. เรื่อง แนวทางการปฏิบัติงานนอกเคหสถานของบริษัทประกันภัย

คปภ. ออกเพิ่มอีก 3 มาตรการช่วยเหลือด้านประกันภัยให้กับประชาชนผู้เดือดร้อนอย่างเร่งด่วน กรณีเพลิงไหม้โรงงานพลาสติก ย่านบางพลี

< >
<
>
วันที่เผยแพร่: 
07 July 2564

คปภ. ออกเพิ่มอีก 3 มาตรการช่วยเหลือด้านประกันภัยให้กับประชาชนผู้เดือดร้อนอย่างเร่งด่วน กรณีเพลิงไหม้โรงงานพลาสติก ย่านบางพลี 

 

ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า จากกรณีถังเก็บสารเคมีระเบิดภายใน บริษัท หมิงตี้ เคมิคอล จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 87 หมู่ 15 ซอยกิ่งแก้ว 21 ถนนกิ่งแก้ว ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเม็ดโฟมและพลาสติก โดยแรงอัดของการระเบิดในครั้งนี้ ทำให้โรงงานบ้านเรือน ยานยนต์ ที่อยู่โดยรอบรัศมี 500 เมตร ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก เหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 นั้น สำนักงาน คปภ. ได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการกำหนดมาตรการช่วยเหลือด้านประกันภัยให้กับประชาชนผู้เดือดร้อนจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยได้ออกมาตรการช่วยเหลือไปแล้ว 2 มาตรการ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 นั้น

 

ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2564 เลขาธิการ คปภ. พร้อมคณะผู้บริหารของ สำนักงาน คปภ. ได้ประชุมร่วมกับสำนักงาน คปภ. ภาค 6 (ชลบรี) และสำนักงาน คปภ. จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อรับทราบสถานการณ์และความต้องการการสนับสนุนเพิ่มจากสำนักงาน คปภ. ส่วนกลาง เพื่อระดมสรรพกำลังจากระบบประกันภัยเข้าช่วยเหลือประชาชนในครั้งนี้อย่างเต็มที่ โดยจากการหารือได้ข้อสรุปมาตรการเพิ่มอีก 3 มาตรการ ดังนี้

 

1. บูรณาการร่วมกับภาคอุตสาหกรรมประกันภัย โดยสมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมประกันวินาศภัยไทย และบริษัทประกันภัย เร่งตรวจสอบข้อมูลการทำประกันภัยของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ เพื่อให้ความช่วยเหลือเยียวยาด้านประกันภัยอย่างเร่งด่วน ทั้งจากการประกันชีวิต การประกันภัยอุบัติเหตุ และการประกันภัยประเภทอื่น ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บได้ทำประกันภัยรองรับไว้ 

 

2. บรูณาการร่วมกับสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี จังหวัดสมุทรปราการ   และสถานีตำรวจภูธรบางแก้ว สมุทรปราการ ตั้งศูนย์รับแจ้งความเสียหาย เพื่อบูรณาการการทำงานและข้อมูลความสูญเสียหรือความเสียหายของบ้านเรือน และทรัพย์สินอื่น ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ เพื่อใช้ระบบประกันภัย       ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ได้อย่างทันท่วงที 

 

3. เร่งบูรณาการการจ่ายสินไหมทดแทนให้กับประชาชนผู้เดือดร้อนจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ โดยจะประสานและอำนวยความสะดวกในทุกด้านที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การจ่ายสินไหมทดแทนเป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม 

ทั้งนี้ สำหรับรายที่ไม่ได้ทำประกันภัยครอบคลุมความสูญเสียหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นไว้ จะได้รับการชดใช้จากการประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก ซึ่งโรงงานได้ทำประกันภัยดังกล่าวรองรับไว้ด้วยวงเงินเอาประกันภัย 20 ล้านบาท ทั้งความสูญเสียหรือความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายในการดับเพลิง และการเช่าที่พัก อย่างไรก็ตาม สำหรับความสูญเสียหรือความเสียหายที่เกินกว่าวงเงินเอาประกันภัย จำเป็นต้องเรียกร้องจากผู้ที่กระทำการละเมิด โดยสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี จังหวัดสมุทรปราการ และสถานีตำรวจภูธรบางแก้ว สมุทรปราการ จะช่วยดำเนินการในกรณีดังกล่าว โดยสำนักงาน คปภ. และบริษัทประกันภัย จะร่วมบูรณาการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

 

นอกจากนี้ สำนักงาน คปภ. จังหวัดสมุทรปราการ ได้รายงานสถานการณ์จากศูนย์ประสานงานช่วยเหลือด้านประกันภัย ศูนย์อพยพผู้ประสบภัยเพลิงไหม้ องค์การบริหารส่วนตำบลบางพลีใหญ่ ซึ่งมีผู้ประสบภัยเข้ามาพักอาศัยอยู่ประมาณ 200 ราย และศูนย์รับแจ้งความเสียหาย สถานีตำรวจภูธรบางแก้ว สมุทรปราการ มีประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบเข้าแจ้งความเสียหายกว่า 150 รายแล้ว 

 

ผมขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งกับความสูญเสียหรือความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าว และจะทุ่มเทสรรพกำลังบูรณาการการทำงานร่วมกันกับทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ และหวังว่ามาตรการเพิ่มด้านประกันภัยดังกล่าวข้างต้นจะช่วยเหลือเยียวยาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดในครั้งนี้ได้โดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกันภัย สามารถสอบถามได้ที่สายด่วน คปภ. 1186” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย

หมวดหมู่ข่าว: 

คปภ. บูรณาการลงพื้นที่ กรณีเพลิงไหม้-ระเบิดโรงงานพลาสติก ย่านบางพลี

< >
<
>
วันที่เผยแพร่: 
05 July 2564

คปภ. บูรณาการลงพื้นที่ กรณีเพลิงไหม้-ระเบิดโรงงานพลาสติก ย่านบางพลีแล้ว พร้อมตั้งศูนย์ประสานงานด้านประกันภัยแบบครบวงจร เพื่อเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่

 

ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า จากกรณีถังเก็บสารเคมีระเบิดภายใน บริษัท หมิงตี้ เคมิคอล จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 87 หมู่ 15 ซอยกิ่งแก้ว 21 ถนนกิ่งแก้ว ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเม็ดโฟมและพลาสติก โดยแรงอัดของการระเบิดในครั้งนี้ ทำให้บ้านเรือน โรงงาน ยานยนต์ ที่อยู่โดยรอบรัศมี 500 เมตร ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก เหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 โดยเบื้องต้นได้สั่งการให้สายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ บูรณาการร่วมกับสายส่งเสริมและประกันภัยภูมิภาค สำนักงาน คปภ. ภาค 6 (ชลบุรี) สำนักงาน คปภ. จังหวัดสมุทรปราการและสำนักงาน คปภ. จังหวัดภายใต้สังกัดสำนักงาน คปภ. ภาค 6 (ชลบุรี) ให้ลงพื้นที่ตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหลือด้านประกันภัยให้กับประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านประกันภัยอย่างเต็มที่และเต็มกำลังความสามารถแบบครบวงจร ทั้งการรับแจ้งเรื่องการทำประกันภัย ตรวจสอบข้อมูลและเอกสารการทำประกันภัย และติดตามการจ่ายค่าสินไหมทดแทน เพื่อใช้ระบประกันภัยช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมโดยด่วน

 

ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. จังหวัดสมุทรปราการ ได้ตรวจสอบการทำประกันภัยในเบื้องต้น พบว่า บริษัท หมิงตี้ เคมีคอล จำกัด ได้ทำประกันภัยรองรับไว้ 3 กรมธรรม์ คือ 1) กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน (IAR) เลขที่ DQ-11-64/000123 ทุนประกันภัย 379,320,000 บาท 2) กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก เลขที่ DQ-40-64/000041 ทุนประกันภัย 20,000,000 บาท และ 3) กรมธรรม์ประกันภัยหม้อกำเนิดไอน้ำและถังอัดความดัน เลขที่ DQ-84-64/000005 ทุนประกันภัย 21,584,989 บาท เริ่มคุ้มครองวันที่ 5 เมษายน 2564 สิ้นสุดวันที่ 5 เมษายน 2565 โดยมีบริษัทร่วมรับประกันภัย ได้แก่ บมจ. คุ้มภัยโตเกียวมารีนประกันภัย 40% บมจ. ทิพยประกันภัย 20% บมจ. นวกิจประกันภัย 20% บมจ. คิงไวประกันภัย 10% และ บมจ. วิริยะประกันภัย 10%      

ส่วนประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ผู้บาดเจ็บกว่า 30 ราย บ้านเรือนได้รับความเสียหายกว่า 70 หลัง ยานยนต์เสียหายกว่า 15 คัน และทรัพย์สินอื่น อยู่ระหว่างตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลการทำประกันภัยจากประชาชนที่ศูนย์ประสานงานช่วยเหลือด้านประกันภัย ศูนย์อพยพผู้ประสบภัยเพลิงไหม้ องค์การบริหารส่วนตำบลบางพลีใหญ่ โรงเรียนวัดบางพลีใหญ่กลาง โรงเรียนเตรียมปริญญานุสรณ์ วัดบางพลีใหญ่ใน (วัดหลวงพ่อโต) และวัดบางโฉลง ไม่ว่าจะเป็นการทำประกันชีวิต การประกันภัยอุบัติเหตุ การประกันภัยรถยนต์ และการประกันภัยทรัพย์สินอื่น รวมถึงการประกันภัยประเภทอื่น ซึ่งหากพบว่าได้รับทำประกันภัยรองรับไว้ สำนักงาน คปภ. จะเร่งบูรณาการช่วยเหลือติดตามการจ่ายค่าสินไหมทดแทน เพื่อให้เป็นไปตามสัญญาประกันภัยโดยเร็วที่สุด 

 

"ผมขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ โดยจะนำระบบประกันภัย เข้ามาช่วยบรรเทาความสูญเสียและเดือดร้อนอย่างเต็มที่ และเนื่องจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเช่นนี้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาและทุกสถานที่ จึงฝากเตือนมายังผู้ประกอบกิจการ และประชาชนควรให้ความสำคัญกับการทำประกันภัยเพื่อช่วยบริหารความเสี่ยงภัย โดยควรทำประกันภัยให้ครอบคลุมทั้งชีวิต ร่างกาย อนามัยและทรัพย์สิน รวมถึงความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก เพื่อให้ระบบประกันภัยเข้ามาช่วยบริหารความเสี่ยงและเยียวยาความสูญเสียต่าง ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกันภัย สามารถสอบถามได้ที่สายด่วน คปภ. 1186” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย

หมวดหมู่ข่าว: 

สำนักงาน คปภ. ถกด่วน..! คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและการมีส่วนร่วมด้านการประกันภัย เสริมเขี้ยวเล็บด้วย 3 มาตรการ สกัดการฉ้อฉลประกันภัย เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ประชาชนด้านประกันภัยอย่างเต็มพิกัด

< >
<
>
วันที่เผยแพร่: 
04 July 2564

สำนักงาน คปภ. ถกด่วน..! คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและการมีส่วนร่วมด้านการประกันภัย เสริมเขี้ยวเล็บด้วย 3 มาตรการ สกัดการฉ้อฉลประกันภัย เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ประชาชนด้านประกันภัยอย่างเต็มพิกัด

 
ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2564  ตนได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและการมีส่วนร่วมด้านการประกันภัย ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อรับฟังรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับมาตรการการเพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัย ตลอดจนพิจารณาและให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองผู้บริโภคด้านประกันภัย และพิจารณาประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสังคม โดยคณะกรรมการฯ ประกอบด้วย ผู้บริหารของสำนักงาน คปภ. ตลอดจนผู้บริหารและตัวแทนจากหน่วยงานภายนอก อาทิเช่น  สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กรมประชาสัมพันธ์ สมาคมส่งเสริมและคุ้มครองผู้บริโภค สมาพันธ์ชมรมคุ้มครองผู้บริโภค กรุงเทพมหานคร มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมประกันวินาศภัยไทย สมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน และสมาคมนายหน้าประกันภัยไทย เป็นต้น 
 
ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. ได้รายงานผลการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านประกันภัยในรอบครึ่งปี 2564 ได้แก่ ความคืบหน้าของการดำเนินการตามความเห็นและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 1/2563 และการดำเนินงานต่าง ๆ เพิ่มเติมในรอบครึ่งปีที่ผ่านมา จากนั้นที่ประชุมฯ ได้ร่วมกันพิจารณาประเด็นที่ปรากฏตามข่าวโซเชียล เรื่องการชักชวนให้ไปจงใจติดโควิดเพื่อเอาเงินประกัน โดยที่ประชุมฯ เห็นพ้องกันว่าหากไม่ดำเนินการป้องปรามจะนำไปสู่การฉ้อฉลประกันภัย และจะเกิดความเสียหายต่อสิทธิประโยชน์ของประชาชนผู้เอาประกันภัยที่สุจริต โดยที่ประชุมฯ เห็นสอดคล้องกับ 6 มาตรการที่สำนักงาน คปภ. และภาคธุรกิจประกันภัยได้มีมติร่วมกันตามที่มีการเสนอข่าวไปแล้ว ทั้งยังมีการอภิปรายและเสนอแนะแนวทางต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ อาทิเช่น  ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด พร้อมทั้งให้เผยแพร่ตัวอย่างผลการบังคับใช้กฎหมายให้ปรากฏต่อสาธารณชน โดยควรดำเนินการเอาผิด ทั้งผู้ที่กระทำความผิดและผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร เพื่อจูงใจหรือยั่วยุให้ผู้อื่นกระทำความผิด  ซึ่งจำเป็นต้องบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ ด้วย เนื่องจากอยู่นอกอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน คปภ. ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ข้อสรุปร่วมกันให้กำหนดมาตรการเพิ่มเติมอีก 3 มาตรการ ดังนี้
1. เห็นควรให้มีมาตรการในการป้องปรามและดำเนินการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้ที่มีเจตนาเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร เพื่อจูงใจหรือยั่วยุให้ผู้อื่นกระทำความผิด อาทิเช่น ความผิดเกี่ยวกับการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือการโฆษณาขายสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมาย ความผิดเกี่ยวกับโรคติดต่อ โดยบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) 
2. ให้เร่งสื่อสารประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ ความเข้าใจด้านการประกันภัยและแนวทางในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะการบริหารความเสี่ยงตามนโยบายการรับประกันภัยของแต่ละบริษัทแก่ประชาชนทุกกลุ่ม พร้อมทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการฉ้อฉลประกันภัย ทั้งนี้ หากมีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ให้บังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง และให้เผยแพร่ข้อมูลปรากฏต่อสาธารณชน ทั้งในส่วนของผู้ที่กระทำการฉ้อฉลประกันภัยและผู้ที่มีเจตนาเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร เพื่อจูงใจหรือยั่วยุให้ผู้อื่นกระทำการฉ้อฉลประกันภัย เพื่อเป็นการป้องปรามมิให้ผู้อื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง
3. ควรเร่งบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ เช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานประกันสังคม และ สคบ. เพื่อการป้องกันและป้องปรามพฤติการณ์การฉ้อฉลประกันภัย รวมทั้งเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบและเฝ้าระวังเหตุอันควรสงสัยในพฤติการณ์ดังกล่าว
   
“ผมเห็นว่าข้อเสนอแนะ 3 มาตรการข้างต้น เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการช่วยเติมเต็มกลไกในการจัดการปัญหาเรื่องการฉ้อฉลประกันภัยให้แข่งแกร่งยิ่งขึ้น โดยสำนักงาน คปภ. ขอน้อมรับทุกข้อเสนอแนะ และจะขับเคลื่อนมาตรการต่าง ๆ อย่างเต็มที่ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคด้านการประกันภัยในยุคโควิด-19 ให้เกิดความเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย
 
หมวดหมู่ข่าว: 

คปภ. เผยผลการประเมินความทนทานภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคจำลอง (Stress Test) บริษัทประกันภัย มีฐานะความมั่นคงทางการเงินในระดับที่ปลอดภัย และเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

< >
วันที่เผยแพร่: 
02 July 2564

คปภ. เผยผลการประเมินความทนทานภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคจำลอง   (Stress Test) บริษัทประกันภัย มีฐานะความมั่นคงทางการเงินในระดับที่ปลอดภัย และเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมกำหนดมาตรการเสริมความแข็งแกร่ง ด้วยการติดตามการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด จากสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 เพื่อคุ้มครองประชาชนอย่างเต็มพิกัด

 
ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า สำนักงาน คปภ. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลระบบประกันภัย และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ประชาชนด้านประกันภัย ได้ดำเนินการวิเคราะห์และติดตามความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจประกันภัย เพื่อลดโอกาสในการเกิดความเสี่ยง และความรุนแรงของความเสี่ยงภายในธุรกิจประกันภัย เนื่องจากธุรกิจประกันภัยเป็นส่วนหนึ่งของภาคการเงินเช่นเดียวกันกับธุรกิจธนาคารพาณิชย์และธุรกิจหลักทรัพย์ จึงได้มีการร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) ในการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงและประเมินความเสี่ยงต่อภาคการเงินโดยรวมอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในกิจกรรมการประเมินความเสี่ยงต่อภาคการเงินโดยรวมที่มีการดำเนินการเป็นประจำทุกปี ได้แก่การประเมินความทนทานของระบบการเงินภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคจำลอง (Stress Test) ซึ่งใช้สถานการณ์และค่าพารามิเตอร์ที่กำหนดร่วมกันระหว่าง 3 หน่วยงาน เพื่อประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อภาคการเงินจากการเผชิญกับสถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคจำลองที่กำหนด
 
เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า สืบเนื่องจากปี 2564 สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง สำนักงาน คปภ. จึงนำสถานการณ์ดังกล่าวมาเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบ ไม่ใช่เฉพาะต่อการดำเนินธุรกิจของภาคการเงินเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในทุกภาคอุตสาหกรรม รวมไปถึงการดำเนินชีวิตของประชาชนอีกด้วย ดังนั้น สำนักงาน คปภ. ธปท. และสำนักงาน ก.ล.ต. ได้กำหนดสถานการณ์ที่ใช้ในการจัดทำ Stress Test โดยเน้นเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจและตลาดการเงินจากการระบาดของ COVID-19 ในช่วง 1–3 ปี ข้างหน้า (พ.ศ. 2564–พ.ศ. 2566) และได้กำหนดสถานการณ์ใน 2 ระดับความรุนแรง คือ 
1. ระดับความรุนแรงปานกลาง (moderate scenario) โดยตั้งสมมติฐานให้มีการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ในปี 2564 และจากการพัฒนาวัคซีนป้องกัน COVID-19 ทำให้สามารถควบคุมการระบาดและทำให้สถานการณ์กลับมาเป็นปกติในปี 2565 และ 
2. ระดับความรุนแรงสูง (severe scenario) โดยตั้งสมมติฐานให้ในปี 2564 เชื้อ COVID-19 เกิดการกลายพันธุ์และส่งผลให้วัคซีนที่มีการพัฒนาขึ้นในปัจจุบัน ไม่สามารถใช้ในการป้องกันการระบาดของไวรัสพันธุ์ใหม่นี้ได้ โดยทั่วโลกใช้เวลาในพัฒนาวัคซีนชนิดใหม่เพื่อป้องกันการระบาดของ COVID-19 ที่มีการกลายพันธุ์ได้สำเร็จในช่วงปลายปี 2565 และจะเริ่มทำการกระจายและฉีดวัคซีนชนิดใหม่นี้ในช่วงต้นปี 2566  
ทั้งนี้ เนื่องจากการระบาดของ COVID-19 มีความเกี่ยวพันกับธุรกิจประกันภัยในระดับสูง ดังนั้น นอกจากผลกระทบต่อปัจจัยด้านเศรษฐกิจและการเงินแล้ว สำนักงาน คปภ. ร่วมกันกับสมาคมประกันชีวิตไทย (TLAA) สมาคมประกันวินาศภัยไทย (TGIA) และสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย (SOAT) ได้กำหนดเพิ่มผลกระทบต่อปัจจัยด้านประกันภัยเป็นพิเศษสำหรับการจัดทำ Stress Test ของบริษัทประกันภัย เพื่อให้การประเมินความเสี่ยงของธุรกิจประกันภัยมีความเข้มข้นมากขึ้น
 
จากผลการทดสอบดังกล่าวพบว่า ธุรกิจประกันภัยโดยรวมทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย สามารถทนทานต่อสถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคจำลองที่กำหนดขึ้นได้ ทั้งในกรณี moderate scenario และ severe scenario โดยในด้านของฐานะความมั่นคงทางการเงิน พบว่า สถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคจำลองที่กำหนดขึ้นส่งผลกระทบต่อธุรกิจประกันภัยในภาพรวมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แม้ว่าผลกระทบดังกล่าวอาจมีระดับสูงขึ้นสำหรับบริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัยที่มีการขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองด้านสุขภาพในสัดส่วนที่สูง แต่บริษัทเหล่านี้ยังคงมีฐานะความมั่นคงทางการเงินในระดับ        ที่ปลอดภัยและเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ในด้านของสภาพคล่อง พบว่า ธุรกิจประกันภัยในภาพรวมยังคงมีสภาพคล่องที่เพียงพอต่อการจ่ายผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ให้แก่ผู้เอาประกันภัยได้อย่างครบถ้วน 
นอกจากนี้ สำนักงาน คปภ. ยังได้คำนึงถึงความไม่แน่นอนของปัจจัยด้านสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 และปัจจัยเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัยย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและภาคการเงิน ดังนั้น เพื่อให้สามารถประเมินเสถียรภาพของระบบประกันภัยได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถกำหนดมาตรการที่จำเป็นเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและให้ระยะเวลาการปรับตัวกับธุรกิจประกันภัย สำนักงาน คปภ. จะได้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเงินอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปัจจัยที่มีผลกระทบต่อธุรกิจประกันภัยในระดับสูง ได้แก่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย Spread ของหุ้นกู้ และราคาตราสารทุน รวมถึงสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 และการฉีดวัคซีนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ หากในกรณีที่เห็นว่าสถานการณ์มีความรุนแรงมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรือสถานการณ์มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจต่อเนื่องเป็นยาวนาน     ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจประกันภัยรุนแรงกว่าสถานการณ์ที่ใช้ทดสอบในครั้งนี้ สำนักงาน คปภ.จะกำหนดให้บริษัททำการทดสอบ Stress Test เพิ่มเติม เพื่อประเมินความทนทานและเสถียรภาพของระบบประกันภัยอีกครั้ง 
 
“จากผลการทดสอบ Stress Test ที่ได้รับในครั้งนี้ จะทำให้ประชาชนผู้เอาประกันภัยทราบข้อมูลว่าธุรกิจประกันภัยไทยยังมีความแข็งแกร่งแม้ในสถานการณ์การระบาดที่รุนแรงของ COVID-19 ในปัจจุบัน จึงสามารถมั่นใจได้ว่าระบบประกันภัยยังมี        ความพร้อมที่จะเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพของประชาชนในสถานการณ์ปัจจุบัน” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย
หมวดหมู่ข่าว: 

คปภ. บูรณาการกับภาคธุรกิจประกันภัย ออก 6 มาตรการสกัดการฉ้อฉลประกันภัย เพื่อคุ้มครองประชาชนผู้เอาประกันภัยที่สุจริต

< >
<
>
วันที่เผยแพร่: 
30 June 2564

คปภ. บูรณาการกับภาคธุรกิจประกันภัย ออก 6 มาตรการสกัดการฉ้อฉลประกันภัย เพื่อคุ้มครองประชาชนผู้เอาประกันภัยที่สุจริต

ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า กรณีที่มีการส่งข่าวกระจายตามช่องทางออนไลน์กลุ่มต่าง ๆ ว่ามีการปรากฏพฤติการณ์ของผู้เอาประกันภัยโควิด-19 บางรายเอาตัวไปเสี่ยงให้ติดเชื้อโควิด-19 เพื่อหวังจะได้เคลมเงินประกัน และมีการส่งคลิปในลักษณะว่าติดโควิด-19 แล้วสบายเพราะจะได้เงินเอาประกันนั้น สำนักงาน คปภ. ไม่ได้นิ่งเฉยในกรณีดังกล่าว โดยได้ออกข่าวแจ้งเตือนไปแล้ว ว่าการกระทำดังกล่าวอาจสุ่มเสี่ยงเป็นอันตรายถึงชีวิต และเป็นเหตุให้ไม่ได้รับเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยโควิด-19 หากเข้ากรณีการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทั้งหากเข้าลักษณะทุจริตก็อาจถูกดำเนินคดีกรณีเข้าข่ายเป็นการฉ้อฉลประกันภัยอีกด้วย พร้อมได้แนะนำให้ภาคธุรกิจประกันภัย กำหนดมาตรการป้องปรามและรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้กระทบต่อการใช้สิทธิโดยชอบของประชาชนผู้เอาประกันโควิด-19 ที่สุจริต และไม่เป็นการซ้ำเติมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปัจจุบัน 
 
ต่อมาเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2564 เลขาธิการ คปภ. พร้อมคณะผู้บริหารของสำนักงาน คปภ. ได้ประชุมออนไลน์หารือร่วมกับสมาคมประกันชีวิตไทย และสมาคมประกันวินาศภัยไทย เพื่อหาวิธีการป้องปรามและกำหนดมาตรการป้องกันมิให้มีการขยายผลและเกิดกรณีดังกล่าว โดยได้ข้อสรุปร่วมกันในการกำหนดมาตรการเร่งด่วนและมาตรการระยะยาว รวม 6 มาตรการ ดังนี้
มาตรการเร่งด่วน :
1. ให้มีการส่งข้อมูลและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการเคลมประกันโควิด-19 เพื่อกลั่นกรองและตรวจสอบ โดยในส่วนของสำนักงาน คปภ. จะใช้ระบบฐานข้อมูลการประกันภัย (Insurance Bureau System : IBS) ที่บริษัทประกันภัยรายงานข้อมูลเข้ามา มาช่วยในการวิเคราะห์พฤติการณ์การเคลมที่ผิดปกติ สำหรับในส่วนของภาคธุรกิจประกันภัยให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันเพื่อตรวจสอบพฤติการณ์การเคลมที่ผิดปกติ โดยให้รายงานข้อมูลมาที่สำนักงานคปภ. ด้วย โดยศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประกันโควิด-19 ศูนย์ IBS และระบบ Application ของสายกฎหมายและคดีของสำนักงาน คปภ. จะช่วยวิเคราะห์ข้อมูล      และจะประสานงานอย่างใกล้ชิดกับบริษัทประกันภัยแต่ละแห่ง หากพบว่ามีการกระทำความผิดจริง ก็จะบังคับใช้กฎหมาย     อย่างเคร่งครัด 
2.  ให้เร่งสื่อสารสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าประชาชนผู้เอาประกันภัยที่สุจริต จะไม่ได้รับผลกระทบ เพราะกระบวนการกลั่นกรองและตรวจสอบดังกล่าว จะส่งผลกระทบเฉพาะต่อกรณีเคลมที่มีความผิดปกติเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันมิให้เกิดการกระทำความผิด และปราบปรามผู้กระทำความผิด
3. สำนักงาน คปภ.จะเผยแพร่ผลการทดสอบภาวะวิกฤต (stress test) ของธุรกิจประกันภัยไทย เพื่อให้ประชาชน        เกิดความเชื่อมั่นว่าบริษัทประกันภัยมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงและมีสภาพคล่องเพียงพอที่จะจ่ายสินไหมทดแทน หากมีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย และการปรับแผนการรับประกันภัยของแต่ละบริษัท เป็นเพียงกระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงตามสถานการณ์ เพื่อให้บริษัทสามารถรับประกันภัยได้อย่างมั่นใจภายใต้ขีดความสามารถ   ในการรับประกันภัยของบริษัทนั้น ๆ
4. ให้บริษัทประกันภัยถือปฏิบัติตามมาตรการ พร้อมทั้งประกาศของสำนักงาน คปภ. และคำสั่งนายทะเบียนที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันและปราบปรามการฉ้อฉลประกันภัยโดยเคร่งครัด
มาตรการระยะยาว : 
5. จะมีการบูรณาการการป้องกันและปราบปรามการฉ้อฉลประกันภัย โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฉ้อฉลประกันภัย ซึ่งมีเลขาธิการ คปภ. เป็นประธาน และคณะกรรมการ ประกอบด้วย ผู้บริหารของสำนักงาน คปภ. และผู้แทนจากภาคธุรกิจประกันภัย เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและถือเป็นแนวปฏิบัติของระบบประกันภัยต่อไป
6. จะปกป้องและคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้เดือดร้อนจากการฉ้อฉลประกันภัย โดยจะนำประเด็นดังกล่าวเข้าหารือในคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและการมีส่วนร่วมด้านการประกันภัย เพื่อหามาตรการคุ้มครองผู้บริโภคต่อไป
 
“ประกันภัยโควิดเป็นผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่มีการพัฒนาขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อต้องการให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถบริหารความเสี่ยงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วยความคุ้มครองที่ไม่ซับซ้อน เข้าใจง่ายและเข้าถึงได้ง่าย เน้นการซื้อผ่านออนไลน์ และเบี้ยประกันภัยไม่แพง รวมถึงกระบวนการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนไม่ยุ่งยาก ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการพิสูจน์ว่าเกิดประโยชน์อย่างยิ่งแก่ประชาชนที่มีความเสี่ยงในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในขณะนี้ สำนักงาน คปภ. จึงไม่ต้องการให้มีพฤติการณ์ใด ๆ ที่จะทำให้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวของประชาชนผู้สุจริตต้องเสียไป และจะดำเนินการอย่างเต็มที่ในการสกัดกั้นพฤติการณ์นี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ด้านประกันภัยของประชาชนอย่างเต็มที่” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย
 
หมวดหมู่ข่าว: 

คปภ. จับมือ IOD ติวเข้มบุคลากร คปภ. ทั่วประเทศ เตรียมพร้อมเพื่อนำพาภาคอุตสาหกรรมประกันภัย เป็นแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทยอย่างยั่งยืน

< >
<
>
วันที่เผยแพร่: 
28 June 2564

คปภ. จับมือ IOD ติวเข้มบุคลากร คปภ. ทั่วประเทศ เตรียมพร้อมเพื่อนำพาภาคอุตสาหกรรมประกันภัย เป็นแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทยอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2564 ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เป็นประธานเปิดการอบรม “CAC Briefing” พร้อมทั้งมอบนโยบายตามโครงการสร้างแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต Collective Action Coalition Against Corruption (CAC) ของสำนักงาน คปภ. และการส่งเสริมให้ทุกฝ่ายกำหนดนโยบายและวางแนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันในทุกรูปแบบ โดยมีผู้บริหาร และพนักงานทั้งจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ร่วมฟังบรรยายผ่านระบบ Video Conference ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย หรือ IOD ในฐานะเลขานุการ CAC เป็นผู้ถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับ CAC
เลขาธิการ คปภ. ได้กล่าว ตอนหนึ่ง ว่าปี 2564 เป็นอีกปีหนึ่งที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนพร้อมใจกันให้ความสำคัญในเรื่องธรรมาภิบาล การดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสไร้การคอร์รัปชัน โดยสำนักงาน คปภ. ได้มีนโยบายให้ความสำคัญและสร้างวัฒนธรรมองค์กรด้านคุณธรรมและความโปร่งใส ในการดำเนินงานของสำนักงานฯ เพื่อป้องกันการทุจริตมาโดยตลอด ประกอบกับตามยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2560-2564) ได้กำหนดให้หน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยงานให้ความร่วมมือและเข้าร่วมรับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA) โดยใช้แนวทางและเครื่องมือตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) กำหนด ซึ่งสำนักงาน คปภ. ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้ จึงได้เข้าร่วมการประเมินและให้ความร่วมมือมาโดยตลอด เพื่อให้องค์กรและบุคลากรมีความเข้าใจที่ถูกต้อง 
ตลอดจนประพฤติปฏิบัติในเรื่องคุณธรรมและมีความโปร่งใสในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
 
ทั้งนี้ CAC เป็นความริเริ่มของภาคเอกชนไทยในการที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน โดยมุ่งสร้าง   และขยายแนวร่วมในภาคเอกชนเพื่อสร้างกระแสการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันด้วยการส่งเสริมให้บริษัทต่าง ๆ กําหนดนโยบายและแนวปฏิบัติในการปฏิเสธการรับ และจ่ายสินบน รวมถึงการทุจริตคอร์รัปชันในทุกรูปแบบ ซึ่งเห็นว่าเป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี โปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล ดังนั้น เมื่อไม่มีการจ่ายสินบนหรือทุจริตคอร์รัปชัน ก็เป็นโมเมนตัมของการเปลี่ยนแปลงที่ดีที่กำลังเกิดขึ้น จึงสมควรที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญและสนับสนุน สำหรับภาคธุรกิจประกันภัยนั้น มีบริษัทประกันภัยบางบริษัทได้เคยเข้าร่วมการประเมินตนเอง และยื่นขอรับรองเป็นครั้งแรก และมีบางบริษัทได้ผ่านการต่ออายุการรับรอง (Re-Certification) เป็นครั้งที่สองเรียบร้อยแล้ว ซึ่งกระบวนการประเมินตนเอง มีการสอบทานและลงนามรับรองโดยประธานคณะกรรมการตรวจสอบของบริษัท หรือผู้ตรวจสอบบัญชีภายนอก ว่าบริษัทมีการกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการทุจริตครบถ้วนตามเกณฑ์
ที่คณะกรรมการ CAC กำหนด ซึ่งกระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้ รวมทั้งการกำหนดนโยบายและระบบป้องกันคอร์รัปชันและการให้สินบนของบริษัทประกันภัย ได้สะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจประกันภัยมีความตื่นตัวและตระหนักในเรื่องการต่อต้านการคอร์รัปชันเป็นอย่างยิ่ง
 
 
 “การจัดอบรมในครั้งนี้ เป็นประโยชน์ในการสร้าง Good Governance รวมทั้งการกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนสำหรับรางวัล ESG และกิจกรรมอื่น ๆ ที่จะสนับสนุนในเรื่องการสร้างความโปร่งใส ไร้คอร์รัปชันกับภาคธุรกิจประกันภัยต่อไป ตลอดจนเป็นการเตรียมความพร้อมให้ผู้บริหารและพนักงานทุกคน พร้อมที่จะขับเคลื่อนสำนักงานฯ และนำพาภาคธุรกิจประกันภัยไปข้างหน้าอย่างมีธรรมาภิบาล มีจุดยืนในการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจประกันภัยที่ถูกต้อง โปร่งใส ไร้การทุจริตคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนและสร้างความมั่นคงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศชาติโดยรวมด้วย” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย 
 
หมวดหมู่ข่าว: 

Pages

Subscribe to RSS - ข่าว