ข่าว

รับสมัครลูกจ้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน จำนวน 2 อัตรา (ด้านกฎหมาย และด้านคณิตศาสตร์ประกันภัย)

รับสมัครบุคคลภายนอกเพื่อช่วยปฏิบัติงานสายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ ประจำปี ๒๕๖๕ จำนวน ๑๐ อัตรา

ประกาศรับสมัครงาน - เพื่อช่วยปฏิบัติงานสายคุ้มครองสิทธิประโยชน์

คปภ. เดินหน้าเต็มพิกัดเร่งเสริมเขี้ยวเล็บให้ระบบประกันภัยสุขภาพเอกชนพร้อมเร่งแก้ pain points เพื่อประโยชน์ของคนไทย

< >
<
>
วันที่เผยแพร่: 
30 January 2566

คปภ. เดินหน้าเต็มพิกัดเร่งเสริมเขี้ยวเล็บให้ระบบประกันภัยสุขภาพเอกชนพร้อมเร่งแก้ pain points เพื่อประโยชน์ของคนไทย

 

ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เป็นประธานเปิดงานและปาฐกถาพิเศษในการประชุมวิชาการประจำปี เวชศาสตร์ประกันชีวิตไทย Annual Thailand Insurance Medical Academic Conference 2023 (TIMAC 2023) เรื่องการส่งเสริมระบบประกันสุขภาพเอกชนของไทยเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2566 ห้องสุขุมวิท 1&2 โรงแรมเจดับบลิว แมริออท กรุงเทพฯ ในโอกาสนี้ เลขาธิการ คปภ. ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่องการส่งเสริมระบบประกันสุขภาพเอกชนของไทยมีใจความตอนหนึ่งว่า จากข้อมูลสถิติเบี้ยประกันภัยสุขภาพตั้งแต่ปี 2560 ถึง 2565 พบว่า ทั้งธุรกิจประกันชีวิต และธุรกิจประกันวินาศภัยมีอัตราการเติบโตเพิ่มสูงขึ้นเกินร้อยละ 10 ในทุกปีและเมื่อเปรียบเทียบข้อมูลสถิติไตรมาสที่ 3 ของปี 2564 และไตรมาสที่ 3 ของปี 2565 พบว่า ธุรกิจประกันชีวิตมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่วนประกันวินาศภัยเติบโตแบบชะลอตัวลง อันเนื่องมาจากได้รับผลกระทบจากการรับประกันภัยโควิด-19 อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้วธุรกิจประกันภัยยังมีการเติบโต ซึ่งสวนทางกับสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจโลก ที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากเกิดกระแสการใส่ใจสุขภาพของคนรุ่นใหม่ รวมถึงกลุ่มผู้สูงอายุ ประกอบกับปัจจัยการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ผู้คนเกิดการตื่นตัว เฝ้าระวังและป้องกัน รวมทั้งแสวงหาระบบประกันภัยสุขภาพเพื่อใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง ในเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลหากต้องเจ็บป่วยในอนาคต

 

ทั้งนี้ จากการติดตามการทำประกันภัยสุขภาพ สำหรับภาคประชาชน ในปัจจุบันพบสภาพปัญหาและอุปสรรค (Pain Points) เช่น เบี้ยประกันภัยสุขภาพมีอัตราสูง บริษัทประกันภัยไม่รับต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย ประชาชนกลุ่มอาวุโสไม่สามารถเข้าถึงระบบการประกันภัยสุขภาพ ปัญหาความมั่นคงทางการเงินของบริษัทประกันภัยสุขภาพในการรับประกันภัยสุขภาพในระยะยาว เป็นต้น ส่วนของภาคธุรกิจประกันภัย พบว่ามีความต้องการที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยให้มีความหลากหลายรองรับวิทยาการทางการแพทย์และตอบโจทย์ของผู้เอาประกันภัยและตลอดจนความกังวลต่อความเสี่ยงโรคอุบัติใหม่ต่าง ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งขับเคลื่อนแนวทางสำหรับระบบประกันภัยสุขภาพตามแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 4 (.. 2564 – 2568) ในยุทธศาสตร์ที่ 3 เพื่อยกระดับการบริหารจัดการด้านสุขภาพ และส่งเสริมให้ธุรกิจประกันภัยสุขภาพมีผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ตอบสนองความต้องการและรองรับลักษณะการใช้ชีวิตของประชาชนในปัจจุบัน และมุ่งหมายให้ประชาชนที่สมัครใจเข้าสู่ระบบการประกันภัยสุขภาพภาคสมัครใจ (Private Health Insurance) สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากการประกันภัยสุขภาพมากขึ้นในราคาที่เหมาะสม และยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการประกันภัยสุขภาพอย่างครอบคลุมและยั่งยืน โดยเฉพาะการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนกลุ่มผู้สูงอายุเพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้านสุขภาพ รวมทั้งการรองรับการดูแลรักษาสุขภาพระยะยาวเพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยอย่างยั่งยืน  ดังนั้น สำนักงาน คปภ. จึงให้ความสำคัญในการยกระดับการบริหารจัดการด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่องและเร่งด่วนเพื่อผลักดันให้มีการพัฒนากฎหมายด้านการประกันภัยสุขภาพ ซึ่งเป็นการดำเนินการในระยะยาวและสร้างมาตรฐานกระบวนการบริหารความเสี่ยงเกี่ยวกับการออกผลิตภัณฑ์ประกันภัยของบริษัทประกันภัย ซึ่งเป็นมาตรการรองรับทางกฎหมายระยะสั้น 

ในส่วนของมาตรการระยะสั้น จะเป็นการยกระดับการบริหารจัดการด้านประกันภัยสุขภาพ และช่วยบริหารความเสี่ยงเกี่ยวกับการออกผลิตภัณฑ์ประกันภัยสุขภาพ โดยได้ดำเนินการส่งเสริมระบบประกันภัยสุขภาพเอกชนของไทยใน 5 เรื่องหลัก คือ 

 

เรื่องที่ 1 กำหนดกรอบแนวทางการทำงานของคณะกรรมการผลิตภัณฑ์ (Product Governance Committee) ของบริษัทประกันภัยให้มีความชัดเจน เช่น การกำหนดกระบวนการบริหารความเสี่ยงเกี่ยวกับการออกผลิตภัณฑ์ประกันภัยของบริษัทประกันภัย การกำหนดคุณสมบัติของคณะกรรมการบริษัท โดยกำหนดให้ต้องมีความรู้และความเข้าใจในธุรกิจประกันภัย และผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่จะเสนอขาย การกำหนดให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการผลิตภัณฑ์ประกันภัยเพื่อกลั่นกรองแบบและข้อความของกรมธรรม์ประกันภัยและอัตราเบี้ยประกันภัยให้มีประสิทธิภาพเพียงพอ ก่อนนำเสนอต่อนายทะเบียนเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ การกำหนดคุณลักษณะของบริษัทที่ประสงค์จะขอแบบและข้อความกรมธรรม์ประกันภัยที่คุ้มครองความเสี่ยงภัยอุบัติใหม่ (Emerging risk) เป็นต้น 

เรื่องที่ 2 การพัฒนาและปรับปรุงสัญญาประกันภัยสุขภาพมาตรฐานใหม่ 

เรื่องที่ 3 การพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพรูปแบบเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งมีความคืบหน้าและมีแผนจะออกคำสั่งนายทะเบียนได้ในเดือนกุมภาพันธ์นี้

เรื่องที่ 4 โครงการทดสอบนวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการให้บริการ สำหรับธุรกิจประกันภัย (Insurance Regulatory Sandbox) และ โครงการทดสอบนวัตกรรมทางด้านประกันภัย และผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่สะท้อนความเสี่ยงเฉพาะราย (Product Innovation and Tailor-Made Sandbox) 

และเรื่องที่ 5 การแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาทางการแพทย์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย สืบเนื่องจากคำสั่งสำนักงาน คปภ. แต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาหลักเกณฑ์การกำหนดกลุ่มโรคป่วยเล็กน้อยทั่วไป (Simple Diseases) และหลักเกณฑ์ทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัยสุขภาพไปแล้วนั้น ยังไม่ครอบคลุมถึงภาระหน้าที่ของสำนักงาน คปภ. ที่ต้องให้ความคุ้มครองสิทธิประโยชน์แก่ผู้เอาประกันภัย 

 

ในส่วนของมาตรการระยะยาว สำนักงาน คปภ. กำลังอยู่ในกระบวนการศึกษาและจัดทำร่างกฎหมายการประกันภัยสุขภาพ เพื่อให้มีกฎหมายว่าด้วยการประกันภัยสุขภาพรองรับการพัฒนาและยกระดับระบบประกันภัยสุขภาพของประเทศไทย โดยมีประกันภัยสุขภาพภาคสมัครใจเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งในหลักการจะมีการยกระดับมาตรฐานของระบบประกันภัยสุขภาพ ใน 2 มิติ คือมิติของประชาชน และมิติของอุตสาหกรรมประกันภัย

 

ในมิติของประชาชน มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการประกันภัยสุขภาพครอบคลุมและยั่งยืน รวมถึงกลุ่มผู้สูงอายุเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้านสุขภาพ รวมทั้งการรองรับการดูแลรักษาสุขภาพระยะยาว เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมาตรการในคุ้มครองสิทธิของประชาชนในระบบประกันภัยสุขภาพ เช่น การชำระเบี้ยประกันภัยคงที่ การการันตีการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยสุขภาพ สิทธิในการได้รับตามกรมธรรม์ประกันภัยสุขภาพ ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี เป็นต้น  

 

ในมิติของอุตสาหกรรมประกันภัยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจประกันภัยสุขภาพมีเสถียรภาพเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ลดอุปสรรคในการประกอบธุรกิจและการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่มาสนับสนุนการให้บริการประกันภัยสุขภาพ โดยมาตรการส่งเสริมเพื่อพัฒนาประกันภัยสุขภาพ เช่น การกำหนดให้บริษัทสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันเพื่อป้องกันฉ้อฉลประกันภัยสุขภาพ การลดอุปสรรคในการส่งเสริมนวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีใหม่มาสนับสนุนการให้บริการประกันภัยสุขภาพ (Sandbox) การกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เอาประกันภัยสุขภาพเป็นการเฉพาะ เพื่อให้เกิดความชัดเจนโดยไม่ต้องรอการตีความจากคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น

 

 

บริบทต่าง ที่เกิดขึ้นต่อการขับเคลื่อนและส่งเสริมระบบประกันภัยสุขภาพของไทยเป็นไปในทิศทางที่น่ายินดีและนับจากนี้ไปสำนักงาน คปภ. จะดำเนินการในเชิงรุกโดยจะเร่งบูรณาการกับภาคส่วนต่าง เพื่อขับเคลื่อนภารกิจด้านประกันภัยสุขภาพให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไทยโดยรวมและอย่างยั่งยืนเลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย

 

หมวดหมู่ข่าว: 

คปภ. มอบกรมธรรม์ประกันภัย ทุนประกันภัยรวม 7 ล้านบาท เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิทักษ์ป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่ปิง พร้อมสนับสนุนให้มีการใช้ประกันภัยเพื่อเป็นสวัสดิการสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้พิทักษ์ป่าทั่วประเทศ

< >
<
>
วันที่เผยแพร่: 
29 January 2566

คปภ. มอบกรมธรรม์ประกันภัย ทุนประกันภัยรวม 7 ล้านบาท เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิทักษ์ป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่ปิง พร้อมสนับสนุนให้มีการใช้ประกันภัยเพื่อเป็นสวัสดิการสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้พิทักษ์ป่าทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2566 ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เป็นประธานในพิธีมอบกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม ให้แก่เจ้าหน้าที่และลูกจ้างชั่วคราว จำนวน 70 ราย ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้านการลาดตระเวนเฝ้าระวังป้องกันไฟป่า เพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ปฏิบัติภารกิจด้านการลาดตระเวนเฝ้าระวังป้องกันไฟป่าในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน อำเภอสามเงา จังหวัดตาก และอำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ คุ้มครองการเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ สายตา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงเนื่องจากอุบัติเหตุ รวมการถูกฆาตกรรมหรือถูกทำร้ายร่างกาย ขณะปฏิบัติหน้าที่ ในอุทยานแห่งชาติแม่ปิง โดยมีคณะผู้บริหารสำนักงาน คปภ. และสื่อมวลชน ร่วมส่งมอบกรมธรรม์ดังกล่าวให้กับนายมัญญา นาคพน เจ้าพนักงานป่าไม้อาวุโส ทำหน้าที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแม่ปิง สำนักงาน คปภ. ภาค 1 (เชียงใหม่) 

 เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า ปัญหาเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นปัญหาที่ประเทศไทย และทั่วโลกให้ความสำคัญมาโดยตลอดในระยะหลายปีที่ผ่านมา อันสืบเนื่องมาจากภาวะโลกร้อนที่กำลังก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้คน และระบบนิเวศ ป่าไม้ คือหนึ่งในสิ่งสำคัญที่จะช่วยต่อสู้กับภาวะโลกร้อน เพราะทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศโลก ดังนั้น การสูญเสียพื้นที่ป่า และต้นไม้จึงเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบเป็นอย่างมาก ต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลก ประเทศไทยก็ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว เห็นได้จากในปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้เข้าร่วมปฏิญญากลาสโกว์ของผู้นำด้านป่าไม้ และการใช้ประโยชน์ที่ดิน (Glasgow Leaders’ Declaration on Forests and Land Use) เพื่อแสดงถึงความตั้งใจของประเทศไทยในการยับยั้งการสูญเสียป่าไม้ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการปล่อย และดูดกลับก๊าซเรือนกระจก และรักษาไว้ซึ่งระบบนิเวศ นอกจากการยับยั้งการสูญเสียป่าไม้ อันนำมาซึ่งปัญหาโลกร้อนดังกล่าวแล้ว ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ ได้สร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก ซึ่งกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่รับผิดชอบดูแลพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และควบคุมไฟป่าจึงเป็นบุคลากรที่มีภารกิจหน้าที่ที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง แต่จากรูปแบบของการปฏิบัติงาน ซึ่งต้องเดินลาดตระเวน และต้องนอนค้างพักแรมในป่า ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่เป็นอย่างมาก นอกจากนั้นยังมีความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ของผู้กระทำผิดกฎหมายที่ลักลอบตัดไม้ทำลายป่าอีกด้วย

 สำนักงาน คปภ. เห็นความสำคัญของบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องผืนป่ามาโดยตลอด จึงได้ส่งเสริมให้มีการพัฒนากรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุอาสาดับไฟป่าเพื่อชาติ เพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ปฏิบัติภารกิจดับไฟป่าในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และได้ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวจำนวนถึง 35,000 ราย แก่อาสาสมัครดับไฟป่าไปแล้ว ในปี 2564 ซึ่งได้รับความร่วมมือจากภาคธุรกิจประกันภัยอย่างดียิ่ง ต่อมาเมื่อเดือนธันวาคมปี 2565 สำนักงาน คปภ.ได้รับการประสานจากอุทยานแห่งชาติแม่ปิง ว่าอุทยานแห่งชาติแม่ปิง มีพื้นที่ความรับผิดชอบ 627,346 ไร่ ครอบคุลมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน อำเภอสามเงา จังหวัดตาก และอำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ แต่บุคลากรคือเจ้าหน้าที่ป่าไม้มีสวัสดิการที่จำกัด ส่วนลูกจ้างชั่วคราวนั้นไม่มีสวัสดิการแต่อย่างใด สำนักงาน คปภ. จึงดำเนินการส่งเสริมให้มีการพัฒนากรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม ซึ่งรับประกันความเสี่ยงภัยจากการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่ป่าไม้และลูกจ้างชั่วคราวของอุทยานแห่งชาติแม่ปิง โดยสำนักงาน คปภ. สนับสนุนค่าเบี้ยประกันภัยทั้งหมดจากงบประมาณโครงการ คปภ. เพื่อชุมชน และได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)ในการรับประกันภัย

 สำหรับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม ให้ความคุ้มครองแก่เจ้าหน้าที่และลูกจ้างชั่วคราวของอุทยานแห่งชาติแม่ปิงที่ปฏิบัติหน้าที่การลาดตระเวนเฝ้าระวังป้องกันไฟป่า จำนวน 70 คน ระยะเวลาเอาประกันภัย 1 ปี (คุ้มครองตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2566 – 28 มกราคม 2567) ให้ความคุ้มครองการเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ สายตา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงเนื่องจากอุบัติเหตุ รวมการถูกฆาตกรรมหรือถูกทำร้ายร่างกาย ขณะปฏิบัติหน้าที่ ในอุทยานแห่งชาติแม่ปิง โดยจะให้ความคุ้มครองจำนวนเงินเอาประกันภัยสูงสุดรายละ 100,000 บาท ทุนประกันภัยทั้งสิ้น รวม 7,000,000 บาท อาณาเขตคุ้มครอง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน อำเภอสามเงา จังหวัดตาก และอำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ความรับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติแม่ปิง 

ด้านนายมัญญา  นาคพน เจ้าพนักงานป่าไม้อาวุโส ทำหน้าที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแม่ปิง กล่าวขอบคุณสำนักงาน คปภ. ที่สนับสนุนกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม จำนวน 70 ราย ให้แก่เจ้าหน้าที่และลูกจ้างชั่วคราวที่ปฏิบัติหน้าที่ด้านการลาดตระเวนเฝ้าระวังป้องกันไฟป่า เพื่อเยียวยากรณีประสบภัยในการปฏิบัติภารกิจด้านการลาดตระเวนเฝ้าระวังป้องกันไฟป่าในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน อำเภอสามเงา จังหวัดตาก และอำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ความรับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติแม่ปิง กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มที่ได้รับมอบในครั้งนี้ จะมีคุณค่าและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการนำระบบประกันภัยเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงภัยให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานป้องกันไฟป่า รวมทั้งเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงานได้อุ่นใจในขณะปฏิบัติงานป้องกันไฟป่าด้วย

เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้ายว่าต้องขอยกย่องผู้ที่อาสาเสี่ยงชีวิตเข้าไปลาดตระเวนเฝ้าระวังป้องกันไฟป่า ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่เสียสละเป็นอย่างมาก สมควรที่จะต้องสนับสนุนและช่วยเหลือในด้านสวัสดิการอย่างเต็มที่เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานป้องกันไฟป่าเหล่านี้มีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ โดยเหตุที่สำนักงาน คปภ. เข้าไปช่วยส่งเสริมให้มีการพัฒนากรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพราะประกันภัยอุบัติเหตุทั่วไปจะไม่รองรับกรณีผู้เอาประกันภัยสมัครใจเข้าไปรับความเสี่ยงเอง โดยกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มสำหรับเจ้าหน้าที่ และลูกจ้างชั่วคราวของอุทยานแห่งชาติแม่ปิง ที่ปฏิบัติหน้าที่การลาดตระเวนเฝ้าระวังป้องกันไฟป่าจะช่วยสร้างความอุ่นใจแก่บุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่การลาดตระเวนเฝ้าระวังป้องกันไฟป่าของอุทยานแห่งชาติแม่ปิง ว่าหากประสบภัยตามเงื่อนไขที่กรมธรรม์กำหนดก็จะได้รับการเยียวยาจากระบบประกันภัย ซึ่งถ้าสามารถขยายผลไปยังภาคส่วนอื่น ที่อาจทำ CSR ในลักษณะเดียวกันก็จะสามารถขยายผลในการสร้างขวัญและกำลังใจให้ผู้ทำหน้าที่พิทักษ์ป่าในอุทยานแห่งชาติอื่น ได้อย่างยั่งยืน

 

หมวดหมู่ข่าว: 

คปภ. ลงพื้นที่ช่วยเหลือด้านประกันภัยทันทีกรณีรถตู้โดยสารไม่ประจำทางเสียหลัก เฉี่ยวชนการ์ดเลนตกร่องกลางถนนเกิดประกายไฟลุกไหม้ที่โคราช

< >
<
>
วันที่เผยแพร่: 
22 January 2566

คปภ. ลงพื้นที่ช่วยเหลือด้านประกันภัยทันทีกรณีรถตู้โดยสารไม่ประจำทางเสียหลัก เฉี่ยวชนการ์ดเลนตกร่องกลางถนนเกิดประกายไฟลุกไหม้ที่โคราช

เผยรถตู้โดยสารทำประกัน... - ภาคสมัครใจประเภท 3+” พร้อมเยียวยาด้านประกันภัยแก่ผู้เสียชีวิต 11 ราย เจ็บ 1 ราย อย่างเต็มที่

 

ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า จากกรณีรถตู้โดยสารไม่ประจำทางของห้างหุ้นส่วนจำกัด มนตรีทรัพย์เจริญ ทะเบียน 30-0078 อำนาจเจริญ เกิดอุบัติเหตุเสียหลักเฉี่ยวชนการ์ดเลนตกร่องกลางถนน บนถนนมิตรภาพขาเข้ากรุงเทพฯ กม. 100+600 หมู่ 6 ตำบลลาดบัวขาว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ทำให้เกิดประกายไฟลุกไหม้รถตู้เสียหายทั้งคัน ผู้โดยสารรวมพนักงานขับรถเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 11 ราย และบาดเจ็บ 1 ราย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2566 นั้น เบื้องต้นได้สั่งการให้สายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ บูรณาการร่วมกับสายส่งเสริมและประกันภัยภูมิภาค สำนักงาน คปภ. ภาค 4 (นครราชสีมา) และสำนักงาน คปภ. จังหวัดนครราชสีมา ในฐานะเจ้าของพื้นที่เกิดเหตุ ตรวจสอบการทำประกันภัยพร้อมเร่งอำนวยความสะดวกด้านประกันภัยให้กับผู้ประสบภัย ตลอดจนติดตามรายงานความเสียหายอย่างเร่งด่วนผ่าน Platform การรายงานข้อมูลกรณีอุบัติภัยกลุ่มหรือรายใหญ่ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งให้ลงพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกด้านประกันภัยให้กับผู้ประสบภัยและครอบครัวอย่างเต็มที่ เพื่อให้ระบบประกันภัยช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

ทั้งนี้ ได้รับรายงานจากสำนักงาน คปภ. จังหวัดนครราชสีมา ว่ารถตู้โดยสารไม่ประจำทาง ทะเบียน 30-0078 อำนาจเจริญ ได้ทำประกันภัยภาคบังคับ (...) ไว้กับบริษัท มิตรแท้ประกันภัย จำกัด (มหาชน) เริ่มต้นคุ้มครองวันที่ 31 มีนาคม 2565 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2566 โดยคุ้มครองกรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง 500,000 บาท ต่อคน กรณีบาดเจ็บสูงสุดไม่เกิน 80,000 บาทต่อคน กรณีสูญเสียอวัยวะ 200,000 - 500,000 บาทต่อคนกรณีทุพพลภาพอย่างถาวร 300,000 บาทต่อคน และกรณีเข้ารักษาในสถานพยาบาลในฐานะคนไข้ในจะได้รับค่าชดเชยรายวัน 200 บาทต่อวัน รวมกันไม่เกิน 20 วัน 

นอกจากนี้ รถตู้คันเกิดเหตุ ได้ทำประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ (ประเภท 3+) ไว้กับบริษัท มิตรแท้ ประกันภัย จำกัด (มหาชน) เริ่มต้นคุ้มครองวันที่ 29 พฤศจิกายน 2565 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2566 โดยคุ้มครองความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย ของบุคคลภายนอก 500,000 บาทต่อคน แต่ไม่เกิน 10,000,000 บาทต่อครั้ง 

ความเสียหายต่อทรัพย์สินไม่เกิน 1,000,000 บาทต่อครั้ง และความคุ้มครองตามเอกสารแนบท้าย อุบัติเหตุส่วนบุคคล โดยคุ้มครองกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพถาวร ผู้ขับขี่ 1 คน 100,000 บาท ผู้โดยสาร 11 คน 100,000 บาทต่อคน ค่ารักษาพยาบาล 100,000 บาทต่อคน และการประกันตัวผู้ขับขี่ 300,000 บาทต่อครั้ง

สำหรับการจ่ายค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นผู้โดยสารทั้ง 10 ราย ในเบื้องต้นครอบครัวผู้เสียชีวิต      จะได้รับค่าสินไหมทดแทน รายละ 1,100,000 บาท จากการประกันภัยภาคบังคับ (...) รายละ 500,000 บาท 

การประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ (ประเภท 3+) รายละ 500,000 บาท และความคุ้มครองตามเอกสารแนบท้าย อุบัติเหตุส่วนบุคคล รายละ 100,000 บาท และกรณีของผู้ขับขี่ ในเบื้องต้นครอบครัวผู้เสียชีวิตจะได้รับค่าสินไหมทดแทนจำนวน 135,000 บาท จากการประกันภัยภาคบังคับ (...) จำนวน 35,000 บาท และการประกันภัยรถยนต์ ภาคสมัครใจ (ประเภท 3+) ความคุ้มครองตามเอกสารแนบท้าย อุบัติเหตุส่วนบุคคล จำนวน 100,000 บาท ทั้งนี้ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดอำนาจเจริญ สำนักงาน คปภ. ภาค 4 (นครราชสีมา) จึงได้ประสานสำนักงาน คปภ. ภาค 5 (อุบลราชธานี) และสำนักงาน คปภ. จังหวัดอำนาจเจริญ ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวกเพื่อให้การจ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ในส่วนของผู้บาดเจ็บ 1 ราย ที่ถูกนำส่งเข้ารักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลสีคิ้ว เจ้าหน้าที่ของสำนักงาน คปภ. จังหวัดนครราชสีมา ได้ประสานกับบริษัทประกันภัยเข้าไปอำนวยความสะดวกและรับรองสิทธิ  ค่ารักษาพยาบาลกับโรงพยาบาลโดยตรง โดยผู้บาดเจ็บไม่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาตัวแต่อย่างใด และผู้บาดเจ็บได้ออกจากโรงพยาบาลแล้วเนื่องจากมีอาการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย

นอกจากนี้ สำนักงาน คปภ. จะบูรณาการการทำงานร่วมกับสมาคมประกันชีวิตไทย และสมาคมประกันวินาศภัยไทย เพื่อตรวจสอบเพิ่มเติมว่า ผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บในอุบัติเหตุครั้งนี้มีการทำประกันภัยประเภทอื่น ไว้ด้วยหรือไม่ 

หากตรวจสอบพบภายหลังว่าผู้ประสบภัยมีการทำประกันภัยประเภทอื่น เพิ่มเติมอีก ก็จะช่วยประสานงานให้ได้รับค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมตามสัญญาประกันภัยที่ระบุไว้

สำนักงาน คปภ.ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตและมีความห่วงใยต่อผู้บาดเจ็บ

จากอุบัติเหตุครั้งนี้ พร้อมจะดูแลในด้านประกันภัยอย่างเต็มที่ ทั้งนี้อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลาและกับทุกคน โดยเฉพาะการเดินทางในช่วงวันหยุดเสาร์และอาทิตย์ จึงขอให้ผู้ใช้รถตรวจสอบสภาพความพร้อมของรถ รวมทั้งเมาแล้วต้องไม่ขับรถ ต้องยึดกฎจราจรอย่างเคร่งครัด และเพื่อความอุ่นใจ ควรให้ความสำคัญกับการทำประกันภัยเพื่อช่วยบริหารความเสี่ยงภัย โดยเฉพาะการประกันภัยภาคบังคับ (...) การประกันภัยรถภาคสมัครใจ และการประกันภัยประเภทอื่น เพื่อให้ระบบประกันภัยช่วยบริหารความเสี่ยงและเยียวยาความสูญเสียต่าง ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ  หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมด้านประกันภัย ติดต่อสายด่วน คปภ. 1186” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย

หมวดหมู่ข่าว: 

คปภ. เปิดเกมรุกต้อนรับตรุษจีน..! ลุยส่งมอบ “ประกันภัยน่ารู้สู่ประตูบ้านประชาชน”

< >
<
>
วันที่เผยแพร่: 
21 January 2566

  คปภ. เปิดเกมรุกต้อนรับตรุษจีน..! ลุยส่งมอบ “ประกันภัยน่ารู้สู่ประตูบ้านประชาชน”

 
นำทัพประกันภัยลงพื้นที่ชุมชนเกาะลัดอีแท่น จังหวัดนครปฐม แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ คปภ. เพื่อชุมชน ปี 6 อย่างคึกคัก เพื่อสร้างความรู้ด้านประกันภัยแก่ชาวชุมชนพร้อมเตือนภัยที่เกิดจากมิจฉาชีพ                แก๊ง Call Center และการฉ้อฉลประกันภัยเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ประชาชน
 
 ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เป็นประธานเปิดโครงการ “คปภ. เพื่อชุมชน ปี 6” เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2566 ณ ชุมชนเกาะลัดอีแท่น อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการประกันภัยและสิทธิประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ประชาชนในชุมชนต่าง ๆ ของประเทศ ตลอดจนสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าและคุณประโยชน์ของการประกันภัย และสามารถใช้การประกันภัยเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงในชีวิต และทรัพย์สินให้กับตนเองและครอบครัวได้อย่างเหมาะสม ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบประกันภัยและระบบการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัย รวมถึงสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับอุตสาหกรรมประกันภัยในการมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชนส่งผลให้เศรษฐกิจฐานรากของประเทศมีความเข้มแข็ง สังคมไทยมั่นคง และเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน
 
ในโอกาสนี้ เลขาธิการ คปภ. ได้กล่าวเปิดโครงการ “คปภ. เพื่อชุมชน ปี 6” ในตอนหนึ่งว่า สำนักงาน คปภ. 
ได้มีการปรับปรุงและต่อยอดโครงการ “คปภ. เพื่อชุมชน” อย่างต่อเนื่อง เพื่อเติมเต็มความรู้ด้านประกันภัยไปสู่ชุมชน ผ่านกิจกรรมเต็มรูปแบบ อาทิ การส่งเสริมความรู้ด้านการประกันภัยให้เหมาะสมกับบริบทของชุมชนผ่านการเสวนาในหัวข้อ “ประกันภัยน่ารู้สู่ชุมชน” ที่มีการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างสำนักงาน คปภ. และประชาชนในชุมชน การคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนด้านการประกันภัยและการระงับข้อพิพาทด้านการประกันภัยโดยผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทผ่าน “Mobile Complaint Unit” หรือศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านการประกันภัยเคลื่อนที่  ตลอดจนการเข้าร่วมกิจกรรมฐานความรู้ประกันภัยสู่วิถีชุมชน โดยสร้างการรับรู้จากประสบการณ์จริงในพื้นที่นำมาถ่ายทอดต่อให้กับคนในชุมชนได้มีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการประกันภัยที่เกิดขึ้น ตลอดจนการเยี่ยมชมวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ การประกอบอาชีพของผู้คนในชุมชน รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่มีต่ออุตสาหกรรมประกันภัยในการมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชนของประเทศ และที่เป็นจุดเด่นในการให้ความรู้ด้านประกันภัยกับชาวชุมชนก็คือการเคาะประตูบ้าน เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การบริหารจัดการความเสี่ยงและการเกิดภัยของประชาชน 
รวมไปถึงความต้องการผลิตภัณฑ์ประกันภัยประเภทใหม่ ๆ เพราะสำนักงาน คปภ. เชื่อว่านอกจากจะสร้างความรู้ความเข้าใจกับชุมชนแล้ว การทำความเข้าใจความต้องการของชุมชน จะมีส่วนสำคัญให้สำนักงาน คปภ. พัฒนาและนำเสนอรูปแบบการประกันภัยที่ตรงใจ และตอบโจทย์ประชาชนได้มากที่สุด
 
เลขาธิการ คปภ. กล่าวด้วยว่า ไฮไลท์ของโครงการ คปภ. เพื่อชุมชน ปี 6 ในปีนี้มี 5 ความพิเศษ คือ ความพิเศษแรก มีการบูรณาการโครงการ คปภ. เพื่อชุมชน ให้เชื่อมโยงเข้ากับ โครงการ 1 ภาค 1 ผลิตภัณฑ์ประกันภัย เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านการประกันภัยได้ตรงตามความต้องการในระดับภาค จังหวัด และชุมชนอย่างแท้จริง เช่น ประกันภัยอุบัติเหตุเดินทางสำหรับธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ประกันภัยอ้อยที่จังหวัดอุทัยธานี ประกันภัยโรคจากพยาธิใบไม่ในตับ (มะเร็งท่อน้ำดี) ที่จังหวัดนครพนม ประกันภัยยางพาราที่จังหวัดชุมพร และประกันภัยทุเรียนภูเขาไฟ
ที่จังหวัดศรีสะเกษ
 
ความพิเศษที่สอง สำนักงาน คปภ. ได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมเยียนจังหวัดที่เคยลงพื้นที่ไปแล้วในโครงการ คปภ. เพื่อชุมชน ปี 2 ได้แก่ จังหวัดชุมพร และโครงการ คปภ. เพื่อชุมชน ปี 3 ได้แก่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ทั้งนี้ เพราะเป็นจังหวัดที่มีความน่าสนใจ และมีชุมชนที่มีความหลากหลาย โดยจังหวัดชุมพรเป็นจังหวัดที่มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด มีขีดความสามารถทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นและจะนำมาซึ่งความจำเป็นในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่แม่ฮ่องสอนก็มีความน่าสนใจเพราะเป็นจังหวัดที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในจังหวัดต่อหัวน้อยที่สุดในภาคเหนือ 
ซึ่งประกันภัยก็จะยังมีบทบาทสำคัญเพราะเป็นเครื่องมือที่จะเข้าไปช่วยบริหารจัดการความเสี่ยง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนและจังหวัดให้ดีขึ้น
 
ความพิเศษที่สาม การนำหลักการของสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) มาใช้ในการดำเนินกิจกรรมโครงการ สำนักงาน คปภ. เชื่อว่า นอกเหนือจากการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าวแล้ว สำนักงาน  คปภ. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลก็ได้ประยุกต์หลักการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานเช่นกัน และในปีนี้ ชุมชนทั้ง 5 ชุมชนที่ถูกเลือก ล้วนแล้วแต่มีอัตลักษณ์ที่ชัดเจน มีวิถีชีวิตและผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นที่ตอบโจทย์ในด้านการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Environment)  
ความพิเศษที่สี่ โครงการ คปภ. เพื่อชุมชนไม่ได้เป็นเพียงการลงพื้นที่รับทราบเรื่องราวของชุมชน และนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละพื้นที่เท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่สำนักงาน คปภ. จะได้ร่วมแบ่งปันกลับคืนสู่สังคมหรือการจัดกิจกรรม CSR ในรูปแบบต่าง ๆ โดยสำนักงาน คปภ. ร่วมกับภาคธุรกิจประกันภัยได้ส่งต่อกำลังใจ ความคุ้มครองและการบริหารความเสี่ยงผ่านกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มให้แก่เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนเฝ้าระวังป้องกันไฟป่าและลูกจ้างชั่วคราวของอุทยานแห่งชาติแม่ปิง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นกรมธรรม์ที่มีการพัฒนาให้เหมาะสม และสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในรูปแบบที่เรียกว่า Tailor made 
และความพิเศษที่ห้า ในการเสวนาที่จะให้ความรู้แก่ชาวชุมชนในเรื่องประโยชน์และประเภทของประกันภัย             ที่เป็นประโยชน์แก่ชาวชุมชนแล้ว ยังจะเพิ่มความรู้เกี่ยวกับภัยของมิจฉาชีพ เช่น แก๊ง Call Center และการฉ้อฉลประกันภัยในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเตือนภัยและเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ชาวชุมชน
 
สำหรับโครงการ คปภ. เพื่อชุมชน ปี 6 มีกำหนดลงพื้นที่ชุมชน จำนวน 5 ชุมชน คือ ครั้งที่ 1 (วันที่ 30 มกราคม 2566) ลงพื้นที่ชุมชนบ้านสันติชล อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นชุมชนไทยใหญ่และชุมชนชาวจีนยูนานที่ย้าย   ถิ่นฐานจากจีนแผ่นดินใหญ่มาตั้งรกรากยังอำเภอปาย โดยในอดีตเป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดรายใหญ่ แต่ปัจจุบันได้พัฒนาเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย ครั้งที่ 2 (วันที่ 20 - 21 กุมภาพันธ์ 2566) ลงพื้นที่ชุมชนผ้าทอลายโบราณบ้านผาทั่ง อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งชุมชนแห่งนี้สืบทอดภูมิปัญญามานานกว่า 300 ปี จึงตั้งเป็น “ศูนย์ผ้าทอลายโบราณบ้านผาทั่ง” เพื่อเผยแพร่วิถีและวัฒนธรรมผ่านผืนผ้าของชาวลาวครั่งและลาวเวียง จากรุ่นสู่รุ่น     ครั้งที่ 3 (วันที่ 13 - 14 มีนาคม 2566) ลงพื้นที่ชุมชนภูไท อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม เป็นชุมชนที่มีความผูกพัน  กับธรรมชาติ ส่วนมากจะประกอบอาชีพทำนาปลูกข้าว นอกจากนี้ประชากรในพื้นที่จัดตั้งกลุ่มเพื่อหารายได้เสริม จากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่น กลุ่มอาชีพทอผ้าพื้นเมือง กลุ่มอาชีพตัดเย็บเสื้อผ้า สินค้าที่ขึ้นชื่อ คือ ข้าวปุ้นน้ำนัว เหล้าอุ ผ้าพื้นเมือง เป็นต้น
ครั้งที่ 4 (วันที่ 26 - 28 มีนาคม 2566) ลงพื้นที่ชุมชนบ้านถ้ำสิงห์ อำเมือง จังหวัดชุมพร ซึ่งชุมชนแห่งนี้มีแหล่งน้ำสมบูรณ์ เหมาะแก่การเพาะปลูก พื้นที่เป็นแหล่งผลิตพืชสวนที่มีชื่อเสียงของจังหวัด โดยเฉพาะกาแฟที่ดำเนินการในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน และยางพารา รวมทั้งไม้ผลอื่น ๆ เช่น ทุเรียน มังคุด ลองกอง เงาะ เป็นต้น และครั้งที่ 5 
(วันที่ 25 – 27 มิถุนายน 2566) ลงพื้นที่ชุมชนบ้านซำตารมย์ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยชุมชนแห่งนี้มีการเพาะปลูกทางการเกษตรที่สร้างรายได้และผลผลิตให้แก่ชุมชน ซึ่งมีการรวมกลุ่มให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงเกษตรวิถี โดยมีการรวมกลุ่มเกษตรกรในชุมชน โดยใช้ชื่อกลุ่มว่า "กลุ่มผู้ผลิตทุเรียนคุณภาพดี บ้านซำตารมย์"
 
“สำนักงาน คปภ. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า “โครงการ คปภ. เพื่อชุมชน ปี 6” จะทำให้ประชาชนในชุมชนต่าง ๆ     ของประเทศ ได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการประกันภัย เกิดการตื่นตัว และได้รับความรู้ที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับ          ประกันภัย ได้รับภูมิคุ้มกันด้านประกันภัย และสามารถใช้การประกันภัยเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงในชีวิต    และทรัพย์สินให้กับตนเองและครอบครัว ได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของชุมชนมากยิ่งขึ้น และช่วยทำให้การบริหาร   ความเสี่ยงของชาวชุมชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย
 
.................................................................
หมวดหมู่ข่าว: 

“คปภ. - สรพ.” ลงนาม MoU ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนด้านประกันภัย

< >
<
>
วันที่เผยแพร่: 
19 January 2566

“คปภ. - สรพ.” ลงนาม MoU ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนด้านประกันภัย

ด้วยสถานพยาบาลมาตรฐานการรับรองกระบวนการคุณภาพ HA
 
  ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ได้ประชุมหารือร่วมกับสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ. เพื่อหาแนวทางร่วมกันในการขับเคลื่อนระบบประกันภัยควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรฐานและคุณภาพการให้บริการของสถานพยาบาลเพื่อให้ประชาชนได้รับบริการด้านการรักษาพยาบาลที่ดี มีคุณภาพ ปลอดภัย และผ่านมาตรฐานการรับรองกระบวนการคุณภาพ (Healthcare Accreditation : HA) ซึ่งจะทำให้ผู้เอาประกันภัยที่เข้ารับการรักษาพยาบาลได้รับการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล โดยสำนักงาน คปภ. เล็งเห็นถึงความสำคัญต่อการใช้บริการในสถานพยาบาลที่ผ่านการรับรองคุณภาพ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการเลือกปฏิบัติของโรงพยาบาลระหว่างผู้ป่วยที่ทำประกันภัยสุขภาพกับผู้ป่วยที่ไม่ได้ทำประกันภัยสุขภาพ และจะช่วยลดปัญหาข้อพิพาทด้านการประกันภัย รวมทั้งการฉ้อฉลประกันภัย ทั้งนี้การเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่ผ่านมาตรฐานการรับรองกระบวนการคุณภาพ (Healthcare Accreditation : HA) จากสรพ. ซึ่งเป็นองค์กรหนึ่งเดียวในประเทศไทยที่มีบทบาทหน้าที่ตามกฎหมายในการประเมินและรับรองระบบบริการสุขภาพของสถานพยาบาล ซึ่งได้รับการรับรองมาตฐาน การดำเนินงาน และการพัฒนาผู้ตรวจประเมิน โดยองค์กรระหว่างประเทศในระดับสากล 1 ใน 13 ประเทศทั่วโลก นำมาซึ่งความน่าเชื่อถือและไว้วางใจในระบบบริการของสถานพยาบาล จึงเป็นที่มาที่สำนักงาน คปภ. โดยเลขาธิการ คปภ. และ สรพ. โดยพญ.ปิยวรรณ ลิ้มปัญญาเลิศ ผู้อำนวยการ สรพ. ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) ณ ห้องประชุมชั้น 2 สถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง สำนักงาน คปภ. ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2566 โดยมีผู้บริหารสำนักงาน คปภ.และผู้บริหาร สรพ. ร่วมเป็นสักขีพยาน
 
เพื่อขับเคลื่อนภารกิจให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ MoU สำนักงาน คปภ.และ สรพ. ได้กำหนดกรอบการดำเนินงานร่วมกันใน 3 ด้านหลัก ๆ คือ ด้านแรก ทั้งสองฝ่ายจะสนับสนุน ส่งเสริม และประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้การประกันภัยเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยง ระบบประเมินการรับรองคุณภาพสถานพยาบาลที่ผ่านการรับรองกระบวนการคุณภาพ (Healthcare Accreditation : HA) การดำเนินการของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล ให้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจประกันภัย บุคลากรทางการแพทย์ สถานพยาบาล และผู้ที่เกี่ยวข้อง 
ด้านที่ 2 สำนักงาน คปภ. จะสนับสนุนและส่งเสริมให้ภาคธุรกิจประกันภัย มีผลิตภัณฑ์ประกันภัยสุขภาพที่รองรับการเข้ารับบริการในสถานพยาบาลที่ผ่านมาตรฐานการรับรองคุณภาพ ตลอดจนให้ความร่วมมือดำเนินโครงการหรือกิจกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้เอาประกันภัยในเรื่องความปลอดภัยของการให้บริการในสถานพยาบาลที่ผ่านการรับรองกระบวนการคุณภาพ (Healthcare Accreditation : HA) อันจะช่วยลดข้อผิดพลาดในการรักษา
 
และด้านที่ 3 สรพ. จะสนับสนุน ส่งเสริม และผลักดันให้สถานพยาบาล บุคลากรด้านสาธารณสุข และประชาชนทั่วไป ได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการให้บริการของสำนักงาน คปภ. และการประกันภัย พร้อมทั้งร่วมมือดำเนินโครงการหรือกิจกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาระบบการประกันภัยสุขภาพของประเทศไทยให้มีคุณภาพและสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ประกันภัยเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงภัย เช่น ความเสี่ยงภัยด้านสุขภาพ ความเสี่ยงภัยด้านความรับผิดของบุคลากรทางการแพทย์ และสถานพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้ระบบบริการสุขภาพที่ผ่านมาตรฐานการรับรองคุณภาพ (Healthcare Accreditation : HA) เข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจเลือกสถานพยาบาลที่ประชาชนประสงค์จะเข้ารับการรักษาพยาบาล
พญ.ปิยวรรณ ลิ้มปัญญาเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ. กล่าวว่า ธุรกิจประกันภัยเป็นหนึ่งใน Stakeholder ที่สำคัญในระบบสุขภาพของไทยในฐานะกลไกงบประมาณที่ซื้อบริการสุขภาพเช่นเดียวกับระบบบัตรทอง ประกันสังคม หรือสวัสดิการข้าราชการ ขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพของประชาชน ทั้งประกันภัยภาคบังคับเพื่อคุ้มครองและช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากการใช้รถ และประกันภัยภาคสมัครใจ เช่น ประกันภัยสุขภาพต่าง ๆ เป็นต้น 
 
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าธุรกิจประกันภัยมีส่วนสำคัญในการทำให้ผู้เอาประกันภัยสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพหรือการรักษาพยาบาล และเป็นอีกกลไกในการส่งเสริมให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ จากหน่วยบริการที่ผ่านการรับรองกระบวนการคุณภาพ (Healthcare Accreditation : HA) ในระดับสากล
“ด้วยเหตุนี้ สรพ.จึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสร่วมลงนาม MoU กับสำนักงาน คปภ. ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจประกันภัย ในการขับเคลื่อนคุ้มครองให้ประชาชนได้เข้ารับบริการในสถานพยาบาลที่ได้ผ่านการรับรองคุณภาพตามมาตรฐาน HA ตลอดจนร่วมกันประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ด้านการประกันภัยและด้านการรับรองคุณภาพสถานพยาบาลแก่ประชาชน และแลกเปลี่ยนประสบการณ์องค์ความรู้อันเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในกิจการประกันภัยด้านสุขภาพในอนาคต” พญ.ปิยวรรณ กล่าว
 
เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงนาม MoU ในครั้ง มีประโยชน์ต่อประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากมาตรฐาน HA เปรียบเสมือนเครื่องมือที่เข้ามาช่วยในการกำกับกระบวนการต่าง ๆ ของสถานพยาบาลให้มีคุณภาพและป้องกันข้อผิดพลาดต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น และจะช่วยลดปัญหาที่เกิดจากการเลือกปฏิบัติของโรงพยาบาลระหว่าง ผู้ป่วยที่ทำประกันภัยสุขภาพกับผู้ป่วยที่ไม่ได้ทำประกันภัยสุขภาพ ตลอดจนปัญหาที่เกิดจากการรักษาพยาบาลที่ไม่มีคุณภาพและไม่มีมาตรฐาน ดังนั้น หากมีการสนับสนุนให้ผู้เอาประกันภัยเข้ารับบริการจากสถานพยาบาลที่ผ่านการรับรอง HA ก็น่าจะเป็นกลไกที่ใช้ควบคุม กำกับมาตรฐานการรักษาเหล่านี้ได้ และจะเป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือคุ้มครองประชาชน และสร้างความเป็นธรรมให้กับอุตสาหกรรมประกันภัยอย่างมีนัยสำคัญ
 
“สำนักงาน คปภ. จะช่วยส่งเสริมให้มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบข้อดี และประโยชน์ที่จะได้รับหากเลือกใช้บริการจากสถานพยาบาลได้รับการรับรองคุณภาพ HA ซึ่งหากผู้เอาประกันภัยนิยมใช้บริการกับสถานพยาบาลที่ผ่านการรับรอง HA ก็จะเป็นกลไกที่ช่วยกระตุ้นให้สถานพยาบาลต่าง ๆ เข้าร่วมประเมิน HA มากขึ้น ส่วนสถานพยาบาลที่ผ่านการประเมิน HA แล้วก็จำเป็นต้องพัฒนาการให้บริการที่ดี มีคุณภาพยิ่งขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างมาก” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย
.......................................................
หมวดหมู่ข่าว: 

คปภ. ลงพื้นที่เร่งช่วยเหลือด้านประกันภัยกรณีเรือบรรทุกน้ำมันระเบิดจังหวัดสมุทรสงคราม

< >
<
>
วันที่เผยแพร่: 
18 January 2566

คปภ. ลงพื้นที่เร่งช่วยเหลือด้านประกันภัยกรณีเรือบรรทุกน้ำมันระเบิดจังหวัดสมุทรสงคราม

 
ตรวจสอบพบเรือบรรทุกน้ำมัน (SMOOTH SEA 22) ทำประกันภัยตัวเรือ (Marine Hull Insurance) วงเงิน 60 ล้านบาท ส่วนผู้บาดเจ็บ 1 ราย มีกรมธรรม์ประกันสุขภาพให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล พร้อมสั่งการให้สำนักงาน คปภ. จังหวัดนครปฐม ในฐานะผู้รับผิดชอบดูแลพื้นที่เกิดเหตุ ตั้งศูนย์ให้ความช่วยเหลือด้านประกันภัยเพื่อเยียวยาความสูญเสียแก่ครอบครัวผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่
 
ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) 
เปิดเผยว่า จากกรณีเรือบรรทุกน้ำมัน ชื่อ “SMOOTH SEA 22” หมายเลข IMO9870991 เกิดอุบัติเหตุระเบิดและเกิดเพลิงลุกไหม้ขณะจอดซ่อมบำรุงตามวงรอบข้อบังคับการตรวจเรือของกรมเจ้าท่า ภายในอู่ต่อเรือ บริษัท 
รวมมิตรด็อคยาร์ด จำกัด ตั้งอยู่ที่หมู่ 8 ตำบลแหลมใหญ่ อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม เหตุเกิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2566 โดยเบื้องต้นพบผู้เสียชีวิต 6 ราย ผู้บาดเจ็บ 4 ราย ถูกนำส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า ซึ่งรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 2 ราย กลับบ้านได้แล้ว 2 ราย และมีผู้สูญหาย 3 ราย โดยพื้นที่เกิดเหตุอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของสำนักงาน คปภ. จังหวัดนครปฐม สังกัดสำนักงาน คปภ.ภาค 7 (นครปฐม) จึงได้สั่งการให้สำนักงาน คปภ. จังหวัดนครปฐม ในฐานะผู้รับผิดชอบดูแลพื้นที่เกิดเหตุ ตรวจสอบการทำประกันภัยของเรือลำดังกล่าว พร้อมเร่งอำนวยความสะดวกด้านประกันภัยให้กับผู้ประสบภัย ตลอดจนติดตามรายงานความเสียหายอย่างเร่งด่วนผ่าน Platform การรายงานข้อมูลกรณีอุบัติภัยกลุ่มหรือรายใหญ่ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งให้ลงพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการประกันภัยให้กับผู้ประสบภัยและครอบครัว เพื่อใช้ระบบประกันภัยช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม
 
ทั้งนี้ ได้รับรายงานจากสำนักงาน คปภ. จังหวัดนครปฐม ว่า เรือบรรทุกน้ำมัน ชื่อ “SMOOTH SEA 22” หมายเลข IMO9870991 มีกรมธรรม์ประกันภัยตัวเรือ (Marine Hull Insurance) ทำไว้กับบริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เริ่มคุ้มครองวันที่ 26 มีนาคม 2565 สิ้นสุดความคุ้มครองวันที่ 26 มีนาคม 2566 
ทุนประกันภัย 60,000,000 บาท นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบว่า ผู้บาดเจ็บ 1 ราย มีกรมธรรม์ประกันชีวิต 
ทุนประกันภัย 500,000 บาท สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพแยกค่าใช้จ่ายความคุ้มครองจำนวน 4,000 บาท สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพวงเงินแน่นอนความคุ้มครองจำนวน 3,000 บาท ทำไว้กับบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) 
สำหรับการติดตามในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้บาดเจ็บที่ทำประกันภัยไว้นั้น สำนักงาน คปภ. จังหวัดนครปฐม ได้ประสานงานไปยังบริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการตรวจสอบสิทธิและติดตามการจ่าย
ค่าสินไหมทดแทน เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยเร่งด่วน พร้อมทั้งจะเร่งสำรวจความเสียหายเพื่อเยียวยาให้กับผู้ประสบภัยรายอื่น ๆ โดยเร็วที่สุด สำหรับสาเหตุการระเบิดและเกิดเพลิงไหม้บนเรือดังกล่าวนั้นอยู่ระหว่าง
การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
 
นอกจากนี้ สำนักงาน คปภ. ได้บูรณาการร่วมกับสมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมประกันวินาศภัยไทย 
และส่วนราชการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในจังหวัดสมุทรสงคราม โดยผู้ว่าราขการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธานจัดตั้งกองอำนวยการรวมศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ ณ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลแหลมใหญ่ เพื่อสำรวจความเสียหาย ติดตามการจ่ายค่าสินไหมทดแทน และตรวจสอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมว่าผู้ประสบภัยในครั้งนี้มีการทำประกันภัยประเภทอื่น ๆ ไว้ด้วยหรือไม่ หากตรวจสอบพบภายหลังว่าผู้ประสบภัยมีการทำประกันภัยประเภทอื่นเพิ่มเติมก็จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมตามสัญญาประกันภัยที่ระบุไว้ทุกประการ 
 
“สำนักงาน คปภ. ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้ประสบภัยในครั้งนี้ และจะเห็นได้ว่าอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา ดังนั้นการทำประกันภัยจึงเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงในทุกมิติ จึงขอฝากเตือนประชาชนให้ความสำคัญและหันมาทำประกันภัยกันให้มากขึ้น เพราะหากเกิดความเสียหายจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ระบบประกันภัยจะช่วยเหลือบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ ในส่วนของผู้ประกอบการเดินเรือ อู่ซ่อมเรือ ก็ควรทำประกันภัย ซี่งมีกรมธรรม์ประเภทต่าง ๆ ให้เลือกมากมาย เพื่อบริหารความเสี่ยง โดยเฉพาะความเสี่ยงหรือผลกระทบต่อบุคคลภายนอกด้วย ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยด้านประกันภัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน คปภ. 1186” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย
 
                             ...............................................................................
หมวดหมู่ข่าว: 

คปภ. เผยช่วง 7 วันอันตราย ปีนี้มอเตอร์ไซค์ยังครองแชมป์เกิดอุบัติเหตุสูงสุด พบไม่ทำประกันภัย พ.ร.บ. ถึง 44%

< >
<
>
วันที่เผยแพร่: 
06 January 2566

คปภ. เผยช่วง 7 วันอันตราย ปีนี้มอเตอร์ไซค์ยังครองแชมป์เกิดอุบัติเหตุสูงสุด พบไม่ทำประกันภัย พ.ร.บ. ถึง 44%  

เลขาธิการ คปภ. กำชับสำนักงาน คปภ. ทั่วประเทศ เร่งติดตามค่าสินไหมทดแทนเพื่อช่วยเหลือประชาชนด้านประกันภัยอย่างเต็มที่
 
ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า สำนักงาน คปภ. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลอุตสาหกรรมประกันภัยและเป็นหนึ่งในคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยมาตลอด โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งเป็นสาเหตุที่คร่าชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นจำนวนมาก ที่ผ่านมาได้จัดกิจกรรมรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลวันหยุดยาวมาอย่างต่อเนื่องทุกปี รวมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนเพื่อให้มีการนำระบบประกันภัยมาบริหารความเสี่ยงให้กับประชาชนอย่างเต็มรูปแบบ 
 
สำหรับในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2566 มีพี่น้องประชาชนเดินทางท่องเที่ยวและเดินทางพบปะญาติมิตรตามประเพณีส่งผลให้การใช้รถใช้ถนนมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างมาก สำนักงาน คปภ. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและดำเนินการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนเพื่อช่วยเหลือประชาชนด้านการประกันภัย พร้อมสั่งการให้สำนักงาน คปภ. ภาค 1-9 ติดตามและรายงานความเสียหายด้านประกันภัยที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยได้ออก 7 มาตรการ เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังเทศกาลปีใหม่ และพร้อมให้ความช่วยเหลือด้านประกันภัยกับประชาชนผู้ประสบภัยได้ทันท่วงทีกรณีเกิดอุบัติเหตุ ประกอบด้วย มาตรการแรก เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่กับศูนย์ปฏิบัติการร่วมป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนทั่วประเทศ เพื่อให้การสนับสนุน และให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการประกันภัยกับหน่วยงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง
 
มาตรการที่ 2 ร่วมกับจังหวัดตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของศูนย์ปฏิบัติการร่วมป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ณ จุดตรวจร่วม/จุดบริการร่วม รวมทั้งประสานและประชุมกับเครือข่ายประกันภัยในพื้นที่เพื่อเฝ้าระวังและสนับสนุนข้อมูลด้านการประกันภัย การจัดการสินไหมทดแทนให้กับประชาชน หากมีเหตุหรือความจำเป็นที่จะต้องได้รับการเยียวยาช่วยเหลือด้านการประกันภัย พร้อมร่วมตั้งศูนย์บริการประกันภัยช่วง 7 วัน อันตรายระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2565 ถึงวันที่ 4 มกราคม 2566 เพื่ออำนวยความสะดวกในการให้บริการข้อมูลและให้คำปรึกษาด้านการประกันภัย ณ สำนักงาน คปภ.ภาค/จังหวัดทั่วประเทศ
 
มาตรการที่ 3 ประชาสัมพันธ์กรมธรรม์ประกันภัยกลุ่มปีใหม่เที่ยวไทย ปลอดภัย (ไมโครอินชัวรันส์) 
เบี้ยประกันภัย 10 บาท ให้ประชาชนทราบถึงช่องทางการจำหน่าย รายชื่อหน่วยงาน บริษัทประกันภัยที่เข้าร่วม 
และสาขาบริษัทประกันภัยที่รับประกันภัยในพื้นที่ เป็นต้น เงื่อนไขการรับประกันภัย ผู้ถือกรมธรรม์ประกันภัยกลุ่มคือ ผู้ประกอบการ ความคุ้มครองอุบัติเหตุสูงสุด 100,000 บาท (ระยะเวลาการเอาประกันภัย 30 วัน) ช่วงอายุการรับประกันภัยตั้งแต่ 20-70 ปีบริบูรณ์ ณ วันที่ทำประกันภัย ช่วงเวลาทำสัญญาประกันภัยตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2565 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2566 
 
มาตรการที่ 4 ประชาสัมพันธ์กรมธรรม์ประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัย ปีใหม่สุขใจ บ้านปลอดภัย (ไมโครอินชัวรันส์) เบี้ยประกันภัย 10 บาท ให้ประชาชนทราบถึงช่องทางการจำหน่าย รายชื่อหน่วยงาน บริษัทประกันภัยที่เข้าร่วม และสาขาบริษัทประกันภัยที่รับประกันภัยในพื้นที่ เป็นต้น เงื่อนไขการรับประกันภัย ผู้ถือกรมธรรม์ประกันภัยกลุ่มคือ ผู้ประกอบการ ความคุ้มครองอุบัติเหตุสูงสุด 30,000 บาท (ระยะเวลาการเอาประกันภัย 30 วัน) ช่วงอายุการรับประกันภัยตั้งแต่ 20-70 ปีบริบูรณ์ ณ วันที่ทำประกันภัย ช่วงเวลาทำสัญญาประกันภัยตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2565 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2566 
 
มาตรการที่ 5 จัดกิจกรรมรณรงค์และประชาสัมพันธ์ผ่านสถานีวิทยุท้องถิ่น และ/หรือสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย รวมถึงสื่อมวลชนในพื้นที่ และสอดแทรกการประชาสัมพันธ์ เรื่อง กรมธรรม์ประกันภัยกลุ่มปีใหม่เที่ยวไทยปลอดภัย (ไมโครอินชัวรันส์) และกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัย ปีใหม่สุขใจ บ้านปลอดภัย (ไมโครอินชัวรันส์) เบี้ยประกันภัย 10 บาท การประกันภัยรถตาม พ.ร.บ คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 การรณรงค์ดื่มไม่ขับ การรณรงค์ให้ผู้ที่ใช้รถยนต์คาดเข็มขัดนิรภัย และรณรงค์ให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สวมหมวกนิรภัย เป็นต้น
 
มาตรการที่ 6 ประชาสัมพันธ์ช่องทางที่จะใช้ในการติดต่อกับสำนักงาน คปภ. นอกเหนือจากสายด่วน คปภ. 1186 โดยในส่วนภูมิภาค ได้แจ้งหมายเลขโทรศัพท์มือถือแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด (ปภ.) เพื่อการติดต่อประสานงานและบูรณาการร่วมกัน เป็นต้น 
ทั้งนี้จากข้อมูล ในช่วง 7 วันอันตราย ได้มีประชาชนใช้บริการผ่านบริการสายด่วน คปภ. 1186 เป็นจำนวนมาก 
โดยประเด็นหารือที่มีประชาชนสอบถามเข้ามามากที่สุด 5 อันดับ ประกอบด้วย ตรวจสอบและสอบถามเงื่อนไขความคุ้มครองประกันภัยรถภาคบังคับ ตรวจสอบและสอบถามเกี่ยวกับประกันภัยรถภาคสมัครใจ ขอคำปรึกษาเกี่ยวกับใบอนุญาต/สมัครสอบ/อบรม/การขอรับใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย ประเภทนิติบุคคล ต้องการร้องเรียนด้านประกันภัย  และขอคัด ตรวจสอบ ติดตามกรมธรรม์ประกันภัย ตามลำดับ
 
มาตรการที่ 7 กรณีเกิดอุบัติเหตุรายใหญ่ สำนักงาน คปภ.ภาคและจังหวัด พร้อมลงพื้นที่โดยทันทีเพื่อติดตามช่วยเหลือและตรวจสอบด้านการประกันภัยเบื้องต้นว่ามีผู้ประสบภัยจากรถมีการทำประกันภัยไว้กับบริษัทประกันภัยใด  ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเข้ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาล ประสานผู้ประสบภัย ทายาทผู้ประสบภัย และบริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้องเพื่ออำนวยความสะดวกและเร่งติดตามให้มีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว นอกจากนี้ยังได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานในศูนย์ปฏิบัติการร่วมป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนที่จังหวัดจัดตั้งขึ้นในพื้นที่ เช่น สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตำรวจ สำนักงานขนส่งจังหวัด รวมทั้งภาคอุตสาหกรรมประกันภัย สมาคมประกันวินาศภัยไทย สมาคมประกันชีวิตไทย สาขาบริษัทประกันภัย เพื่อตรวจสอบเพิ่มเติมผ่าน Platform การรายงานข้อมูลกรณีอุบัติภัยกลุ่มหรือรายใหญ่ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ว่าผู้ประสบภัยได้มีการทำประกันภัยประเภทอื่น ๆ ไว้ด้วยหรือไม่ หากตรวจสอบพบว่าผู้ประสบภัยมีการทำประกันภัยประเภทอื่น ๆ เพิ่มเติมอีก จะได้ประสานบริษัทประกันภัยเพื่อช่วยติดตามการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อไป
จากข้อมูลสถิติอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2566 ในช่วง 7 วันอันตราย ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม – 4 มกราคม 2566 ของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2566 (ศปถ.) พบว่าสถิติอุบัติเหตุสะสม 2,440 ครั้ง เปรียบเทียบกับปีที่แล้ว 2,707 ครั้ง ลดลง 267 ครั้ง (คิดเป็น -9.68%) จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี (79 ครั้ง) รองลงมาได้แก่ จังหวัดสงขลา (75 ครั้ง) และจังหวัดเชียงราย (73 ครั้ง) ส่วนผู้บาดเจ็บสะสม 2,437 คน เปรียบเทียบกับปีที่แล้ว (2,672 คน) ลดลง 235 คน (คิดเป็น -8.79%) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี (81 คน) รองลงมาได้แก่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี (79 คน) และจังหวัดสงขลา (76 คน) และมีผู้เสียชีวิตสะสม จำนวน 317 ราย เปรียบเทียบกับปีที่แล้ว (333 ราย) ลดลง 16 ราย (คิดเป็น -4.80%) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย (15 ราย) รองลงมาได้แก่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดปทุมธานี (13 ราย) และสุราษฎร์ธานี (11 ราย)
สำหรับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนด้านการประกันภัย สำนักงาน คปภ. ได้รับรายงานจากสำนักงาน คปภ. ภาค 1-9 ณ วันที่ 5 มกราคม 2566 มีการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นและค่าสินไหมทดแทน ช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2566 
ระหว่างวันที่ 29 ธ.ค.2565 - 4 ม.ค.2566 รวม 136 ราย เปรียบเทียบกับปีที่แล้ว 163 ราย ลดลง 27 ราย (ลดลงร้อยละ 16.56) จำนวนเงิน 7,886,676 บาท เปรียบเทียบกับปีที่แล้ว 6,037,281 บาท เพิ่มขึ้น 1,849,395 บาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 30.63) จึงได้สั่งการให้บริษัทประกันภัยเร่งประเมินความเสียหายและจ่ายค่าสินไหมทดแทนด้วยความรวดเร็วเพื่อให้ระบบประกันภัยเป็นเครื่องมือที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน 
 
นอกจากนี้ยังพบว่ามีรถจักรยานยนต์เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ร้อยละ 82.11 และในจำนวนรถจักรยานยนต์ที่เกิดอุบัติเหตุมีร้อยละ 44 ที่ไม่ได้ทำประกันภัย พ.ร.บ. จากตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ายังมีรถที่อยู่นอกระบบการประกันภัย พ.ร.บ. อีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายังมีเจ้าของรถจำนวนมากที่ยังขาดความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการมีประกันภัย พ.ร.บ. เพื่อนำไปเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงภัย หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นจากการใช้รถใช้ถนน ทั้งนี้ เจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถทุกคันมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องจัดให้มีการประกันภัย พ.ร.บ. หากฝ่าฝืนไม่จัดให้มีการประกันภัย พ.ร.บ. จะมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท หรือหากเป็นผู้ที่ใช้รถที่ไม่ทำประกันภัย พ.ร.บ. จะมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ดังนั้น หากเป็นทั้งเจ้าของรถที่ไม่ทำประกันภัย พ.ร.บ. และได้นำรถคันนั้นออกไปใช้เองจะมีความผิดทั้ง 2 ข้อหา โดยมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท
 
“แม้ว่าการทำประกันภัยไม่สามารถป้องกันอุบัติภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่การทำประกันภัยจะเป็นเครื่องมือที่ใช้บริหารความเสี่ยงภัย หากเกิดอุบัติเหตุแล้ว การประกันภัยจะสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ และฝากเตือนถึงเจ้าของรถรวมถึงผู้ใช้รถขอให้ทำประกันภัยตามที่กฎหมายกำหนดและหมั่นตรวจสอบวันหมดอายุกรมธรรม์ด้วยเพื่อให้ผู้ประสบภัยได้รับความคุ้มครองอย่างทั่วถึงและครบวงจร และถ้ามีกำลังซื้อขอให้ซื้อกรมธรรม์ประกันภัยรถภาคสมัครใจเพิ่มเติม เพื่อจะได้รับความคุ้มครองที่มากขึ้น อย่างไรก็ดีจากการที่สำนักงาน คปภ. ได้รณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2566 โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆ ส่งผลทำให้การเกิดอุบัติเหตุปีนี้ลดลง จึงขอขอบคุณภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง มา ณ โอกาสนี้” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย
                            ......................................................................................
 
หมวดหมู่ข่าว: 

Pages

Subscribe to RSS - ข่าว