ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า จากกรณีรถกระบะหมายเลขทะเบียน ผจ 5322 ระยอง เสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้าข้างทางพลิกคว่ำบริเวณถนนกิ่งแก้วปากทางเข้าซอยกิ่งแก้ว 21 ตำบลราชาเทวะ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 13 ราย และผู้บาดเจ็บ 6 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ ที่มาฝึกงานกับอู่ซ่อมรถยนต์ที่ตั้งอยู่ในซอยกิ่งแก้ว ตำบลราชเวทะ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2562 นั้น เบื้องต้นได้สั่งการให้สายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ บูรณาการร่วมกับ สำนักงาน คปภ. ภาค 6 (ชลบุรี) และสำนักงาน คปภ. จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะเจ้าของพื้นที่เกิดเหตุ ตรวจสอบการทำประกันภัยพร้อมเร่งอำนวยความสะดวกด้านประกันภัยให้กับผู้ประสบภัย และสั่งการให้สำนักงาน คปภ. ภาค 5 (อุบลราชธานี) และสำนักงาน คปภ. จังหวัดศรีสะเกษ เร่งประสานรายละเอียดด้านประกันภัยกับบริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้องและวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ ตลอดจนติดตามรายงานความเสียหายอย่างเร่งด่วนผ่าน Platform การรายงานข้อมูลกรณีอุบัติภัยกลุ่มหรือรายใหญ่ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งให้ลงพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกด้านประกันภัยให้กับผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต เพื่อใช้ระบบประกันภัยช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

ทั้งนี้ ได้รับรายงานจาก สำนักงาน คปภ. จังหวัดสมุทรปราการ ว่า รถกระบะหมายเลขทะเบียน ผจ 5322 ระยองได้ทำประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ไว้กับ บริษัท สินทรัพย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ 007-AC0118-066376 เริ่มคุ้มครองวันที่ 7 สิงหาคม 2561 แต่อายุการคุ้มครองสิ้นสุดในวันที่ 7 สิงหาคม 2562 ไปแล้ว จึงไม่ได้รับความคุ้มครอง ทั้งยังไม่พบว่ารถกระบะคันดังกล่าวทำประกันภัย รถภาคสมัครใจไว้แต่อย่างใด อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ ได้ทำประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มให้กับนักศึกษาไว้กับ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) แบบประกันอุบัติเหตุกลุ่ม ปี 2562  AEC Plus อัญมณี 1689 ในกรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทั่วไป จะได้รับความคุ้มครอง 100,000 บาทต่อคน

สำหรับ การจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต 13 ราย และผู้บาดเจ็บ 6 ราย นั้น จึงได้สั่งการให้ประสานกับบริษัทประกันภัยดังกล่าวเพื่อเร่งรัดการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้บาดเจ็บและทายาทผู้สูญเสียโดยเร็ว นอกจากนี้ยังพบว่าผู้เสียชีวิตทั้ง 12 ราย เป็นคนในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ และอีก 1 ราย เป็นคนในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ โดยครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้ติดต่อกับโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ เพื่อนำศพของผู้เสียชีวิตกลับไปบำเพ็ญกุศลที่จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งสำนักงาน คปภ. จังหวัดสมุทรปราการได้ประสานงานไปยังสำนักงาน คปภ.จังหวัดศรีสะเกษ และสำนักงาน คปภ. จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านประกันภัยให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิตดังกล่าวอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ได้รับรายงานจากบริษัทประกันภัยที่รับทำประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มให้กับวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ ว่า บริษัทประกันภัยได้ติดต่อกับทายาทของผู้เสียชีวิต ทั้ง 13 รายแล้ว และจะเร่งดำเนินการจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยโดยด่วนต่อไป ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนจัดทำเอกสารประกอบการจ่ายค่าสินไหมทดแทน สำหรับผู้บาดเจ็บทั้ง 6 ราย ที่ถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 บางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โรงพยาบาลศิครินทร์ บางนา กรุงเทพมหานคร และโรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี มีนบุรี กรุงเทพมหานคร นั้น สำนักงาน คปภ. จังหวัดสมุทรปราการ ได้แจ้งสิทธิค่ารักษาพยาบาลของผู้ประสบภัยให้กับญาติของผู้บาดเจ็บและโรงพยาบาลได้รับทราบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะได้ติดตามให้มีการจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามสิทธิดังกล่าวต่อไป

อนึ่ง กรณีที่กรมธรรม์ประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ของรถกระบะคันเกิดเหตุหมดอายุไปวันที่ 7 สิงหาคม 2562 ทำให้ไม่ได้รับความคุ้มครองนั้น สำนักงาน คปภ. จังหวัดสมุทรปราการ ได้ประสานไปยังกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย ที่ตั้งอยู่ตามภูมิลำเนาของผู้เสียชีวิต เพื่อประสานกับทายาทโดยธรรมของผู้เสียชีวิตในการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นกรณีเสียชีวิตรายละ 35,000 บาท ส่วนผู้บาดเจ็บที่รักษาตัว ทางโรงพยาบาลสามารถใช้สิทธิยื่นเบิกเงินต่อกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยตามที่จ่ายจริงรายละไม่เกิน 30,000 บาท ส่วนกรณีที่ผู้ประสบภัยเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลแล้วต่อมาเสียชีวิต ก็มีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริงรายละไม่เกิน 30,000 บาท และได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นกรณีเสียชีวิตอีกรายละ 35,000 บาท รวมเป็น 65,000 บาท

ดังนั้นในเบื้องต้นจากกรณีเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ เบื้องต้นผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินเยียวยาจากระบบประกันภัยรายละ 135,000 บาท และผู้บาดเจ็บจะได้รับค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริงรายละไม่เกิน 30,000 บาท และหากตรวจสอบพบภายหลังว่าผู้ประสบอุบัติเหตุมีการทำประกันภัยประเภทอื่นๆ เช่น กรมธรรม์ประกันชีวิต กรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุประเภทอื่นๆ ก็จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมตามสัญญาประกันภัยที่ระบุไว้อีกด้วย

"สำนักงาน คปภ. ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตทั้ง 13 รายและผู้บาดเจ็บ 6 ราย จากอุบัติเหตุดังกล่าว ทั้งนี้ อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลาและทุกสถานที่ จึงควรให้ความสำคัญกับการทำประกันภัยเพื่อช่วยบริหารความเสี่ยงภัย และขอฝากเตือนประชาชน ควรใช้รถใช้ถนนด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะเส้นทางการจราจรที่ไม่คุ้นเคย เพื่อลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นได้ รวมทั้งเตรียมสภาพร่างกายให้มีความพร้อมในระหว่างการใช้รถใช้ถนนและหมั่นตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนตรวจวันหมดอายุกรมธรรม์ประกันภัยรถภาคบังคับ (ประกันภัย พ.ร.บ.) ตามที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งควรทำประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจและประกันชีวิตอื่นๆ ด้วย เพื่อที่ระบบประกันภัย จะได้เข้ามาช่วยบริหารความเสี่ยงและเยียวยาความสูญเสียต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกันภัยสามารถสอบถามได้ที่ สายด่วน คปภ. 1186” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย