ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า จากกรณีรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บม 4097 เพชรบุรี เฉี่ยวชนกับรถเครน 6 ล้อ หมายเลขทะเบียน 80-9136 บนถนนสายเพชรเกษม-บ้านหนองเสือ หมู่ที่ 11 ตำบลเกาะหลัก อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 6 ราย และบาดเจ็บ 3 ราย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา ตนได้สั่งการให้สายส่งเสริมและประกันภัยภูมิภาค สายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ บูรณาการร่วมกับ สำนักงาน คปภ. ภาค 8 (สุราษฎร์ธานี) และสำนักงาน คปภ. จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ติดตามและรายงานความเสียหายอย่างเร่งด่วนผ่าน Platform การรายงานข้อมูลกรณีอุบัติภัยกลุ่มหรือรายใหญ่ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์และให้ประสานความร่วมมือกับบริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนลงพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกด้านประกันภัยให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิต และผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมว่าผู้เสียชีวิตทั้ง 6 ราย และผู้บาดเจ็บ 3 ราย ได้มีการทำประกันชีวิตหรือประกันอุบัติเหตุประเภทอื่นๆ ไว้ด้วยหรือไม่ เพื่อใช้ระบบประกันภัยช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม
 
ทั้งนี้ ได้รับรายงานจากสำนักงาน คปภ. จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ว่า รถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บม 4097 เพชรบุรี ได้ทำประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ไว้กับ บริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ NCM 19002473343 เริ่มคุ้มครองวันที่ 24 พฤศจิกายน 2561 สิ้นสุดวันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 โดยให้ความคุ้มครองผู้ประสบภัย กรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพอย่างถาวร จำนวน 300,000 บาทต่อหนึ่งคน กรณีความเสียหายต่อร่างกายหรืออนามัย จำนวน 80,000 บาทต่อหนึ่งคน กรณีเข้ารักษาในสถานพยาบาลในฐานะคนไข้ในจะได้รับค่าชดเชยรายวัน จำนวน 200 บาทต่อวัน รวมกันไม่เกิน 20 วัน จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบข้อมูลการทำประกันภัยรถภาคสมัครแต่อย่างใด
 
ในส่วนของรถเครน 6 ล้อ หมายเลขทะเบียน 80-9136 ประจวบคีรีขันธ์ ทำประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ไว้กับ บริษัท ไทยพัฒนาประกันภัย จำกัด (มหาชน) กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ HO806106/11072 เริ่มคุ้มครอง  วันที่ 30 มิถุนายน 2561 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2562 จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบข้อมูลการทำประกันภัยรถภาคสมัครใจเช่นกัน
 
สำหรับ การจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต 6 ราย และผู้บาดเจ็บ 3 ราย นั้น จากการติดตามอย่างใกล้ชิดทราบว่าผู้เสียชีวิตทั้ง 6 ราย เป็นคนในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 5 ราย โดยครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้นำศพกลับไปบำเพ็ญกุศลที่วัดนิคมประชาสรรค์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ส่วนผู้เสียชีวิตอีก 1 ราย ทางครอบครัวนำกลับไปบำเพ็ญกุศลที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งสำนักงาน คปภ. จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้อำนวยความสะดวกด้านประกันภัยให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิตดังกล่าวอย่างเต็มที่ และประสานงานไปยัง สำนักงาน คปภ.จังหวัดบุรีรัมย์เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการประกันภัยให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิตที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ ได้รับรายงานจาก บริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยพัฒนาประกันภัย จำกัด (มหาชน) ว่า ได้มีการติดต่อกับทายาทของผู้เสียชีวิต ทั้ง 6 รายแล้ว และเร่งดำเนินการจ่ายค่าสินไหมทดแทน แก่ทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วนต่อไป ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนจัดทำเอกสารประกอบการจ่ายค่าสินไหมทดแทน ในส่วนของผู้บาดเจ็บ 3 ราย ที่ถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ ยังนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล โดยสำนักงาน คปภ. จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้แจ้งสิทธิค่ารักษาพยาบาลของผู้ประสบภัยตาม พ.ร.บ. ให้กับผู้บาดเจ็บและโรงพยาบาลได้รับทราบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะได้ติดตามให้มีการจ่ายตามสิทธิดังกล่าวต่อไป
 
"สำนักงาน คปภ. ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตทั้ง 6 รายและผู้บาดเจ็บ 3 ราย จากอุบัติเหตุดังกล่าว ทั้งนี้ อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลาและทุกสถานที่ จึงควรให้ความสำคัญกับการทำประกันภัยเพื่อช่วยบริหารความเสี่ยงภัย และฝากเตือนประชาชน ควรใช้รถใช้ถนนด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะเส้นทางการจราจรที่ไม่คุ้นเคย เพื่อลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียที่จะเกิดขึ้น และหมั่นตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนตรวจวันหมดอายุกรมธรรม์ประกันภัยรถภาคบังคับ (ประกันภัย พ.ร.บ.) ตามที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งควรทำประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจและประกันชีวิตอื่นๆ ด้วย เพื่อที่ระบบประกันภัยจะได้เข้ามาช่วยบริหารความเสี่ยงและเยียวยาความสูญเสียต่างๆที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกันภัยสามารถสอบถามได้ที่ สายด่วน คปภ. 1186” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย