รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร) ได้ให้คำอธิบายในเรื่องเงื่อนไขการได้รับส่วนลดประวัติดีและส่วนเพิ่มประวัติไม่ดี (Bonus-Malus) ในการทำประกันภัยรถภาคสมัครใจว่า การกำหนดเงื่อนไข ดังกล่าวก็เพื่อส่งเสริมวินัยในการขับขี่ให้แก่ประชาชน โดยมีแรงจูงใจคือ การให้ส่วนลดในการทำประกันภัย หากมีพฤติกรรมในการขับขี่ที่ดีโดยดูจากประวัติการทำประกันภัยในปีที่ผ่านมาและในทางกลับกันหากมีพฤติกรรมในการขับขี่ที่ไม่ดีก็จะมีการลงโทษโดยถูกเพิ่มเบี้ยประกันภัย ทั้งนี้มีหลักเกณฑ์ในการให้ส่วนลด ส่วนเพิ่มเบี้ยประกันภัย ดังนี้ 1. การลดเบี้ยประกันภัยประวัติดี 1.1 กรณีขับขี่รถดีและไม่เกิดอุบัติเหตุ ผู้เอาประกันจะได้รับการลดเบี้ยประกันภัยทุกปีตั้งแต่ปีที่ 2,3,4 และ 5 ปีขึ้นไป ซึ่งส่วนลดจะลดลงในอัตรา 20%, 30%, 40% และ 50% ของเบี้ยประกันที่มีการต่ออายุตามลำดับ 1.2 กรณีเกิดอุบัติเหตุ แต่ผู้เอาประกันภัยไม่ได้เป็นฝ่ายประมาท คือไม่ได้เป็นฝ่ายผิด ในการต่ออายุสัญญาประกันภัยก็จะได้ลดเบี้ยประกันภัยประวัติดีเช่นเดียวกับข้อ 1.1 1.3 ในปีที่ผ่านมาถ้าผู้เอาประกันภัยได้รับส่วนลดเบี้ยประกันภัยประวัติดี และในระหว่างปีนั้น เกิดมีอุบัติเหตุ โดยผู้เอาประกันภัยเป็นฝ่ายผิด เช่น นาย ก. ได้รับส่วนลดเบี้ยประกันภัยประวัติดี 30% ในปีที่ 3 และเมื่อมีการต่ออายุกรมธรรม์ปีต่อไป (ปีที่ 4) จะได้รับส่วนลดเพียง 20% 1.4 ในกรณีผู้เอาประกันภัยเป็นฝ่ายผิดและเรียกร้องค่าเสียหาย 2 ครั้งขึ้นไป โดยมีค่าเสียหายรวมกันเกิน 200% ของเบี้ยประกันภัย เช่น หากในปีที่ 3 ผู้เอาประกันภัยได้รับส่วนลดเบี้ยประกันประวัติดี 30% แล้ว ในการต่ออายุกรมธรรม์ปีที่ 4 จะได้รับส่วนลดเพียง 10% 2. การเพิ่มเบี้ยประกันภัยประวัติไม่ดี 2.1 ผู้เอาประกันจะต้องเพิ่มเบี้ยประกันประวัติไม่ดี โดยมีหลักเกณฑ์ ดังนี้ หลักเกณฑ์ข้อที่ 1 ในกรณีรถผู้เอาประกันเป็นฝ่ายผิด ตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป และ หลักเกณฑ์ข้อที่ 2 มีค่าเสียหายเกิน 200% ของเบี้ยประกันภัย บริษัทจะเพิ่มเบี้ยประกันประวัติไม่ดีตามลำดับขั้นต่าง ๆ ดังนี้ ขั้นที่ 1 เพิ่มเบี้ยประกันอีก 20% ของเบี้ยประกันภัยที่มีการต่ออายุในปีที่ 2 ขั้นที่ 2 เพิ่มเบี้ยประกันอีก 30% ของเบี้ยประกันที่มีการต่ออายุในปีที่ 3 ถ้ามีความเสียหายตามหลักเกณฑ์ ข้อ 1 และข้อ 2 เป็นเวลา 2 ปีติดต่อกัน ขั้น 3เพิ่มเบี้ยประกันอีก 40% ของเบี้ยประกันที่มีการต่ออายุในปีที่ 4 ถ้ามีความเสียหายตามหลักเกณฑ์ ข้อ 1 และข้อ 2 เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน ขั้นที่ 4 เพิ่มเบี้ยประกันอีก 50% ของเบี้ยประกันที่มีการต่ออายุในปีที่ 5 ในกรณีที่มีความเสียหายตามหลักเกณฑ์ ข้อ 1 และข้อ 2 เป็นเวลา 4 ปีติดต่อกัน หรือกว่านั้น 2.2 กรณีที่เกิดอุบัติเหตุในระหว่างปีที่เอาประกันตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป รวมค่าสินไหมเกิน 200% ของเบี้ยประกันภัย การต่ออายุกรมธรรม์ในปีต่อไปจะถูกเก็บอัตราประวัติไม่ดีเพิ่ม เช่น ในปีปัจจุบัน นาย ก. ต้องเพิ่มเบี้ยประกันประวัติไม่ดี 30% อยู่แล้ว และในปีต่ออายุกรมธรรม์ นาย ก. จะต้องเสียเบี้ยประกันประวัติไม่ดีเพิ่มขึ้นเป็น 40% 2.3 ในกรณีที่ปีปัจจุบันเกิดอุบัติเหตุน้อยกว่า 2 ครั้ง รวมค่าสินไหมไม่ถึง 200% ของเบี้ยประกันภัย การต่ออายุกรมธรรม์ปีถัดไป จะใช้อัตราเพิ่มเบี้ยประกันประวัติไม่ดีเท่าเดิม เช่น ถ้ามีอัตราเพิ่มประวัติไม่ดี 30% ในปีต่ออายุกรมธรรม์ ก็จะมีส่วนเพิ่มประวัติไม่ดี 30% เท่าเดิม 2.4 ในกรณีที่ปีปัจจุบัน ขับรถดี ไม่มีอุบัติเหตุแต่อย่างไร การต่ออายุกรมธรรม์ จะจ่ายอัตราเบี้ยประกันปกติ คือ ไม่ถูกเก็บเบี้ยประกันประวัติไม่ดี เช่น ในปีปัจจุบันต้องชำระเบี้ยประกันประวัติไม่ดีเพิ่ม 30% ในปีต่ออายุกรมธรรม์จะชำระเบี้ยประกันในอัตราปกติ จะเห็นได้ว่า หลักเกณฑ์ในการลดหรือเพิ่มเบี้ยประกันภัยประวัติดี และประวัติไม่ดีนั้น ให้ความยุติธรรมต่อผู้ขับขี่ทุกคน โดยยึดหลักว่า ทำดีได้ดี ทำไม่ดีต้องถูกลงโทษ แต่ทั้งนี้ ก็ให้โอกาสแก่ผู้ขับขี่ที่มีประวัติไม่ดี ในการแก้ไขพฤติกรรมและสามารถกลับมาได้รับส่วนลดประวัติดีได้เช่นกัน ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ผู้เอาประกันภัยทุกท่านควรจะมีความระมัดระวังในการขับขี่ เพื่อจะไดรับประโยชน์ในการได้รับส่วนลดเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี หากท่านอยู่ในช่วงประวัติไม่ดีและต้องเพิ่มเบี้ยประกันภัย ขอให้ทุกท่านจงใช้ความระมัดระวังในการขับรถอย่าประมาท ทั้งนี้ หากไม่เกิดอุบัติเหตุอีกในปีต่อไป ก็จะกลับมาที่ประวัติปกติ คือ ไม่เสียเบี้ยประกันภัยประวัติไม่ดี และหากมีข้อสงสัยประการใด โปรดสอบถามไปยังกรมการประกันภัย (โทร. 0-2547-4524 หรือสายด่วนการประกันภัย 1186 ได้ทั่วประเทศ) ส่วนคุ้มครองผู้เอาประกันภัยเขตทุกเขต และสำนักงานประกันภัยจังหวัดที่ท่านสะดวกได้ตลอดเวลาราชการ