เรื่องเกี่ยวกับพิกัดอัตราเบี้ย

องค์ประกอบเชิงวิศวกรรม และสถาปัตยกรรมในพิกัดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย

  • การนำระบบพิกัดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัยมาบังคับใช้กับทรัพย์สิน ที่เอาประกันภัย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิด ความถูกต้องเหมาะสมและเป็นธรรมระหว่างผู้เอาประกันภัย และผู้รับประกันภัยนั้นองค์ประกอบเชิงวิศวกรรม และสถาปัตยกรรม ที่กำหนดไว้ในพิกัดจำเป็นต้องถูกต้องตามหลักวิชาการ และทันต่อสภาพความเป็นจริง ที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยจึงจะส่งผลให้ ผู้เอาประกันภัยเสียเบี้ยประกันอัคคีภัย ตามสภาพความเสี่ยงภัยที่แท้จริงของทรัพย์สินที่เอาประกันภัย ทั้งความเสี่ยงภัยภายใน ที่เกิดจากลักษณะสิ่งปลูกสร้างลักษณะการใช้งานของอาคาร และที่ตั้งของทรัพย์สินเอง หรือความเสี่ยงที่เกิดจากภายนอก การกำหนดเขตให้บริษัทประกันภัยรับประกันอัคคีภัยตามที่กฎหมายกำหนด ใช้เป็นมาตรการป้องกันภัยจากภายนอก และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้เอาประกันอีกทางหนึ่งด้วย
  • อีกประการหนึ่งการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ มีผลให้เกิดการขยายตัวของเมืองไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่กฎหมาย ควบคุมอาคารที่มีอยู่ในปัจจุบันยังล้าสมัย ให้ความสำคัญกับระบบความปลอดภัยอาคารโดยเฉพาะระบบการป้องกันอัคคีภัย น้อยไปจึงยังไม่สามารถคุ้มครองชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากมายในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทั้งๆที่เป็นความเสี่ยงที่สามารถบรรเทาได้ บุคคลในวงการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถาปนิก และวิศวกร เริ่มมองเห็นความสำคัญของการประกันภัย โดยกรมการประกันภัยมีอำนาจหน้าที่ ในการกำหนดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย รวมทั้งมาตรการต่างๆที่สามารถสร้างแรงจูงใจ ให้ผู้ลงทุนจัดให้มีระบบความปลอดภัยในอาคาร ลดความเสี่ยงต่ออัคคีภัยลงได้
  • กรมการประกันภัย ตระหนักถึงการมีส่วนร่วมในการลดความเสี่ยงต่ออัคคีภัย จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาปรับปรุง พิกัดอัตราเบี้ยเบี้ยประกันอัคคีภัย เพื่อให้การปรับปรุงครบวงจรทุกองค์ประกอบในการจัดทำพิกัด เพราะเป็นการรื้อทั้งระบบ ครั้งแรกของกรมการประกันภัย จึงมีคณะทำงานกลุ่มย่อยทบทวนองค์ประกอบเชิงวิศวกรรม และสถาปัตยกรรมในการกำหนด ลำดับชั้นของสิ่งปลูกสร้าง การกำหนดระดับความเสี่ยงภัยของท้องที่ต่างๆ ซึ่งจะส่งผลถึงการพิจารณากำหนดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย ให้ถูกต้องตามสภาพเสี่ยงภัยที่แท้จริง และคณะทำงานกลุ่มย่อยทบทวนการกำหนดประเภท และส่วนลดอุปกรณ์ดับเพลิง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เจ้าของทรัพย์สินที่เอาประกันภัย จัดให้มีระบบป้องกันเพลิงไหม้ หรือระบบดับเพลิงอัตโนมัติ เช่นระบบเครื่องพรมน้ำดับเพลิงหรือระบบดับเพลิงอัตโนมัติหรือระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิง (automatic sprinkle system) หรือระบบอื่นที่เทียบเท่าที่สามารถทำงานได้ด้วยตัวเองทันทีเมื่อมีเพลิงไหม้ โดยให้สามารถทำงานครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดทุกชั้น จะมีอัตราส่วนลดเบี้ยประกันอัคคีภัย ได้ถึงร้อยละ ห้าสิบ
  • ขณะนี้คณะทำงานกลุ่มย่อยได้ดำเนินงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากตัวแทนของ ส่วนราชการที่กำกับดูแลงานด้านความปลอดภัย ในอาคาร ให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายตัวแทน จากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ตัวแทนจากสมาคม สถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์และตัวแทนจากสมาคมประกันวินาศภัย นับเป็นครั้งแรกอีกเช่นกันที่มีการระดมมันสมองจากบุคคลากรทุกสายอาชีพ ที่เกี่ยวข้องสามารถสรุปข้อกำหนดและมาตรการต่างๆ ซึ่งเป็นผลให้เกิดประโยชน์ต่อทางราชการเป็นอย่างยิ่ง
  • องค์ประกอบเชิงวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม ที่มีความสำคัญกับพิกัดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย เหตุผลและความจำเป็น ที่ต้องกำหนดใหม่มีดังนี้

การกำหนดเขตการรับประกันอัคคีภัย

  • เขตการรับประกันอัคคีภัย คือพื้นที่บริเวณหรืออาคารที่นายทะเบียนกำหนดให้เป็นวินาศภัยอันเดียวกัน หมายความว่า เมื่อเกิดอัคคีภัยแล้วอาจจะไหม้หมดทั้งพื้นที่บริเวณ แต่ต้องไม่ไหม้ลุกลามออกนอกเขตไปยังเขตอื่น โดยอาศัยแนวต้านไฟเป็นหลัก วัตถุประสงค์ของการกำหนดเขตเพื่อใช้เป็นเครื่องมือ ในการกำกับธุรกิจประกันอัคคีภัยทรัพย์สิน ในแต่ละเขตการรับประกันอัคคีภัย มีจำนวนเงินการเอาประกันอัคคีภัย ไม่เกินร้อยละสิบของเงินกองทุนของบริษัท ซึ่งเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นกับทรัพย์สินนั้นแล้ว จะไม่กระทบต่อฐานะการเงินของบริษัทประกันภัย
  • การขยายตัวของชุมชนเมืองในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และเมืองสำคัญ ในภูมิภาคกำลังเข้าสู่ยุค การขยายตัว เป็นชุมชนเมืองขนาดใหญ่ทั้งนี้เพราะเมืองเป็นเครื่องมืออันสำคัญยิ่ง ของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศสภาพทางกายภาพ ของเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมีการวางผังเมือง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาเมือง สิ่งปลูกสร้างขยายตัวในแนวตั้ง และซับซ้อนมากขึ้นความจำเป็นที่ต้องกำหนดเขตเพิ่มมีมากขึ้น เพราะเป็นการส่งเสริมให้บริษัทสามารถรับประกันภัย ตามที่กฎหมายกำหนดได้มากขึ้นส่งผลดีต่อธุรกิจประกันภัย การขยายตัวของชุมชนในแนวตั้งมีอาคารสูง และอาคารขนาดใหญ่พิเศษ เกิดขึ้นมากมาย ความเสี่ยงต่ออัคคีภัยเปลี่ยนแปลงจากแนวราบ มาเป็นแนวตั้งก็ยิ่งมีความจำเป็นต้องศึกษาหลักวิชาการ กำหนดขนาดของแนวต้านไฟที่เป็นมาตรฐานสามารถกันไฟได้
  • อีกประการหนึ่งตามกฎกระทรวงมหาดไทยฉบับที่ 33 บังคับให้อาคารสูง หรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษจะต้องมีถนน หรือที่ว่างปราศจากสิ่งปกคลุมโดยรอบอาคารไม่น้อยกว่า 6.00 เมตร จึงทำให้อาคารเหล่านี้มีลักษณะเป็นภัยโดดเดี่ยว และถือเป็น หนึ่งเขตการรับประกันอัคคีภัย ระบบการป้องกัน และระงับอัคคีภัยภายในอาคารที่กฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 33 บังคับต้องจัดให้มีระบบดับเพลิงแบบอัตโนมัติเช่น sprinkler systemหรือระบบอื่นที่เทียบเท่า โดยให้สามารถทำงาน ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดทุกชั้น จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาให้สามารถทำงานได้ทันทีเมื่อมีเพลิงไหม้
  • ปัจจุบันกรมการประกันภัย ได้ประกาศกำหนดเขตการรับประกันอัคคีภัยทั่วประเทศ 4,928 เขตเป็นเขตในกรุงเทพมหานคร 1,552 เขตและในภูมิภาค 3,376 เขต

การกำหนดชั้นของเมือง

  • ชั้นของเมือง คือระดับความเสี่ยงต่ออัคคีภัยของเขตการรับประกันอัคคีภัยเนื่องสภาพสิ่งปลูกสร้าง และสภาพแวดล้อม ทำให้เขตมีความเสี่ยงภัยไม่เท่ากัน ซึ่งขึ้นอยู่กับอัตราการทนไฟของสิ่งปลูกสร้างในเขตนั้นๆ การป้องกันอัคคีภัยมิให้เกิดขึ้น หรือเมื่อเกิดอัคคีภัยแล้วสามารถควบคุมและระงับอัคคีภัยได้เพียงใด นั่นคือองค์ประกอบในการพิจารณาผลของการจัดชั้นของเมือง เป็นมาตรการคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของผู้เอาประกันภัย ให้เสียเบี้ยประกันอัคคีภัยตามสภาพความเสี่ยงภัยที่แท้จริงของทรัพย์สิน
  • การกำหนดชั้นของเมืองในปัจจุบันมี 2 ระบบคือ

                ระบบที่ 1 ใช้กับท้องที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และเมืองใหญ่ในภูมิภาคที่นายทะเบียนกำหนด แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ

                         1. เขตธรรมดาทั่วไป หมายถึงเขตการรับประกันอัคคีภัย ที่มีสิ่งปลูกสร้างประกอบด้วย วัสดุทนไฟหรือต้านไฟได้ไม้น้อยกว่าร้อยละ แปดสิบของสิ่งปลูกสร้างภายในเขต และสิ่งปลูกสร้าง ว่างถึงหนาแน่นปานกลาง

                         2. เขตอันตรายชั้น ก หมายถึงเขตการรับประกันภัยที่มีสิ่งปลูกสร้างประกอบด้วยไม้ หรือวัสดุติดไฟร้อยละห้าสิบถึงแปดสิบ ของสิ่งปลูกสร้างภายในเขต และสิ่งปลูกสร้างมีความหนาแน่น

                         3. เขตอันตรายชั้น ข หมายถึงเขตการรับประกันอัคคีภัย ที่มีสิ่งปลูกสร้างประกอบด้วยไม้ หรือวัสดุติดไฟมากกว่าร้อยละแปดสิบ ของสิ่งปลูกสร้างภายในเขต และสิ่งปลูกสร้างมีความหนาแน่นมาก รถดับเพลิงไม่สามารถเข้าไปดับเพลิงได้

                ระบบที่ 2 ใช้กับท้องที่ในส่วนภูมิภาคทั่วไป ด้วยเหตุที่เมืองในภูมิภาคของประเทศไทย ชุมชนเมืองได้รับการพัฒนาแตกต่างกันค่อนข้างมากทั้งทางด้านผังเมือง ลักษณะของสิ่งปลูกสร้างการสาธารณูปโภค การบริการสาธารณะ เช่นการบรรเทาสาธารณภัย และสภาพแวดล้อม พรบ.ควบคุมอาคารใช้บังคับเฉพาะภายในเขตเทศบาล หรือสุขาภิบาลเท่านั้นทำให้ไม่สามารถพัฒนาเมือง อย่างมีระบบได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวการกำหนดชั้นของเมือง จำเป็นต้องให้สอดคล้องกับสภาพเมืองที่มีความแตกต่างกัน แบ่งออกเป็น 5 ระดับ

ปัจจัยหลักและความสำคัญที่นำมาพิจารณา

  1. ลักษณะทางกายภาพ ได้แก่สิ่งปลูกสร้างและความหนาแน่น ซึ่งมีผลต่อการลุกลามของไฟภายในเขต
  2. แนวต้านไฟ ได้แก่ แนวทางรถไฟ แม่น้ำ ลำคลอง ป้องกันมิให้ภัยจากภายนอกลุกลามเข้ามาในเขต
  3. การระงับอัคคีภัย ได้แก่การดับเพลิงสาธารณะ และแหล่งน้ำ

หลักการดังกล่าวข้างต้น ได้นำมาให้คะแนนความบกพร่องของปัจจัยหลัก ของการพิจารณากำหนดระดับความเสี่ยงภัย ของท้องที่ ในส่วนภูมิภาคตั้งแต่ประกาศนายทะเบียนฯประกาศบังคับใช้ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2511 นับว่าเป็นเกณฑ์ที่ประสบผลสำเร็จดีพอใช้ สามารถใช้เป็นแนวทางในการให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เอาประกันภัยได้ในระยะหนึ่ง

เหตุผลและความจำเป็นที่ต้องกำหนดหลักเกณฑ์การกำหนดชั้นของเมืองใหม่

ปัจจุบันปัจจุบันประเทศไทยกำลังพัฒนา การขยายตัวของเมืองเป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีระบบขึ้นเกิดชุมชนเมืองขึ้นมากโดยเฉพาะ ในส่วนภูมิภาคที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะนำความเจริญ และกระจายรายได้สู่ภูมิภาค การขยายตัวในภูมิภาค ยังเป็นการขยายตัวในแนวราบ ความเจริญบางท้องที่ขยายออกนอกเขตเทศบาล หรือเขตสุขาภิบาล การกำหนดเขตเทศบาล หรือสุขาภิบาลตามไม่ทันความเจริญของ ชุมชนเมืองที่เริ่มมีความแตกต่างกันน้อยลง จากการที่ฝ่ายเขตการรับประกันภัย ซึ่งมีหน้าที่ความรับผิดชอบโดยตรงได้ออกสำรวจเก็บข้อมูล ในพื้นที่ที่ปรากฏว่าจำนวนเขตการรับประกันอัคคีภัย ในภูมิภาค จำนวนมากที่ยังมีระดับความเสี่ยงภัยไม่ตรงกับข้อเท็จจริง จึงเป็นการสร้าง ความไม่เป็นธรรมต่อผู้เอาประกันภัยที่มีทรัพย์สิน ที่เอาประกันภัยอยู่ในเขตนั้นๆ ต้องถูกบังคับให้เสียเบี้ยประกันภัยแพงโดยใช้ระบบพิกัด

ฉะนั้น การกำหนดชั้นของเมืองที่ใช้อยู่ในปัจจุบันควรที่จะได้รับการทบทวนใหม่อยู่เสมอ (ปัจจุบันได้กำหนดให้อำเภอเมือง เกือบทุกจังหวัด และบางอำเภอสำคัญให้ใช้ระบบการกำหนดชั้นของเมืองแบบที่1) เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพชุมชนเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป

วิธีการดำเนินการ

ใช้ปัจจัยหลัก และความสำคัญที่นำมาพิจารณาเช่นเดิม แต่แก้ไขวิธีการให้คะแนนความบกพร่องของปัจจัยหลักจากที่มี 7 ระดับ ให้เหลือเพียง 5 ระดับ

หลักเกณฑ์การกำหนดชั้นของเมือง แบ่งออกเป็น 5 ระดับ

1 . ลักษณะและความสำคัญของแต่ละลักษณะที่ได้รับการพิจารณา

 
ร้อยละ(%)
คะแนน
ก. สิ่งปลูกสร้าง
30
3,000
ข. ความหนาแน่น
20
2,000
ค. แหล่งน้ำ
20
2,000
ง. การดับเพลิงสาธารณะ
20
2,000
จ. ปัจจัยภายนอก
10
1,000
รวม
100
10,000

2. การตั้งชั้นของเมืองตามคะแนนที่ได้รับ

คะแนนความบกพร่อง
เป็นชั้นเมือง
0 - 2,500
1
2,501 - 2,500
2
3,501 - 4,500
3
4,501 - 5,500
4
5,501 - 10,000
5
 

การกำหนดลำดับชั้นของสิ่งปลูกสร้าง

ลำดับชั้นของสิ่งปลูกสร้างในพิกัดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัยที่ใช้ในอดีตกำหนดไว้เป็น 6 ชั้นคือ

  1. สิ่งปลูกสร้างชั้นเยี่ยม ต้องมีลักษณะดังนี้
    1.  กำแพงด้านนอก และกำแพงกั้นด้านในทั้งหมดต้องทำด้วยอิฐเผา หรือหิน หรือคอนกรีตซึ่งไม่มีไม้หรือวัตถุที่ติดไฟได้ เว้นแต่ใช้เป็นประตูหรือหน้าต่างหลังคาทำด้วยคอนกรีต หรือกระเบื้อง หรือหินชนวน หรือโลหะและโครงเป็นคอนกรีต หรือเหล็กกล้า เสาทำด้วยคอนกรีตหรือโลหะ
    2. พื้นเป็นคอนกรีต หรือโลหะ จะใช้วัสดุอื่นปูทับบนพื้นดังกล่าวก็ได้
    3. บันไดเป็นคอนกรีตหรือโลหะจะใช้วัสดุอื่นๆปูทับบนพื้นบันไดคอนกรีต หรือโลหะนั้นก็ได้
  2. สิ่งปลูกสร้างชั้นพิเศษ ต้องมีลักษณะตามข้อ(1)ข้อ(2)และข้อ(3)ของสิ่งปลูกสร้างชั้นเยี่ยม 
  3. สิ่งปลูกสร้างชั้น 1 ต้องมีลักษณะดังนี้
    1. กำแพงด้านนอกทำด้วยอิฐเผา หรือหิน หรือคอนกรีต หรือแผ่นหินชนวนซึ่งมีไม้หรือวัสดุอื่นที่ติดไฟได้ไม่เกินเนื้อที่ ฝาผนัง 1 ด้าน สำหรับตึกแถว และไม่เกิน 20 เปอเซ็นร์ สำหรับสิ่งปลูกสร้างอื่นๆเว้นแต่จะใช้เป็นประตูหรือหน้าต่าง
    2. หลังคามุงกระเบื้อง หรือหินชนวนหรือแผ่นโลหะ หรือกระเบื้องไม้และโครงไม้
    3. พื้นไม้ หรือสิ่งปลูกสร้างที่มีลักษณะโปร่งมีหลังคาสังกะสี หรือมุงกระเบื้องโครงโลหะ หรือคอนกรีตให้ถือเป็น สิ่งปลูกสร้างชั้น 1 ได้ หรือสิ่งปลูกสร้างที่ทำด้วยโลหะ หรือวัสดุทนไฟ โครงสร้างและเสาทำด้วยโลหะหรือทำด้วยคอนกรีตมีหลังคามุงโลหะ หรือกระเบื้องให้ถือเป็นสิ่งปลูกสร้างชั้น 1 ได้ 
  4. สิ่งปลูกสร้างชั้น 2 ต้องมีลักษณะดังนี้
    1. กำแพงด้านนอกทำด้วยอิฐเผา หรือหิน หรือคอนกรีตชนวนอย่างน้อย 50 เปอเซ็นต์ หลังจากหักประตูและหน้าต่างแล้ว
    2. หลังคามุงกระเบื้อง หรือหินชนวนหรือแผ่นโลหะหรือกระเบื้องไม้หรือโครงไม้ 
      หรือสิ่งปลูกสร้างโปร่งเสาไม้ หลังคามุงกระเบื้อง หรือหินชนวนหรือแผ่นโลหะให้ถือว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างชั้น 2 ได้
  5. สิ่งปลูกสร้างชั้น 3 สิ่งปลูกสร้างที่ที่ไม่มีลักษณะตามที่กำหนดไว้ในสิ่งปลูกสร้างชั้นพิเศษ ชั้น1 ชั้น 2 และชั้น4 ให้ถือเป็นสิ่งปลูกสร้างชั้น 3 
  6. สิ่งปลูกสร้างชั้น 4 สิ่งปลูกสร้างที่มีบางส่วนหรือทั้งหมดทำจากใบจาก หรือวัสดุคล้ายคลึงกัน

เหตุผลและความจำเป็นที่ที่ต้องทบทวนลำดับชั้นของสิ่งปลูกสร้าง

ลำดับชั้นของสิ่งปลูกสร้างกำหนดไว้ 6 ชั้นดังกล่าวมีข้อบกพร่องดังนี้

  1. ข้อกำหนดทางโครงสร้างอาคารส่วนสำคัญต่อเสถียรภาพของอาคารทั้งหลังได้แก่ เสา คาน และพื้นไม่ครบถ้วน มีข้อกำหนดของเสาและพื้นขาดคาน 
  2. กำหนดวัสดุที่ประกอบเป็นโครงสร้างไม่ชัดเจนไม่กำหนดอัตราทนไฟ และกำหนดให้วัสดุมีความทนไฟไม่เท่ากัน อยู่ในลำดับชั้นของสิ่งปลูกสร้างเดียวกันดังนี้ 
    ไม่ชัดเจนกำหนดสิ่งปลูกสร้างชั้น 1 มีโครงสร้างหลังคาเป็นคอนกรีตหรือเหล็กกล้า เสาและพื้นทำด้วยคอนกรีตหรือโลหะ
    คอนกรีต หมายถึง วัสดุซึ่งประกอบขึ้นด้วยส่วนผสมของซีเมนต์ ทราย หินและน้ำ 
    คอนกรีตเสริมเหล็ก หมายถึง คอนกรีตซึ่งมีเหล็กฝังภายในซึ่งทำหน้าที่รับแรงได้มากกว่าปกติ 

    ฉะนั้นโครงหลังคาต้องกำหนดชัดเจนลงไปว่าเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก

    อัตราความทนไฟไม่เท่ากัน คอนกรีตเสริมเหล็ก จะมีอัตราความทนไฟ 2-3 ช.ม. เหล็กหรือโลหะที่ไม่มีฉนวนห่อหุ้ม หรือห่อหุ้มไม่พอ แม้เหล็กจะไม่ติดไฟแต่ความร้อนจะทำให้เหล็กอ่อนตัว เกิดวิบัติโดยสิ้นเชิงภายใน 20 นาที

  3. กำหนดสิ่งปลูกสร้างที่มีโครงสร้างหลักทำด้วยเหล็กหรือโลหะ ซึ่งเป็นวัสดุไม่ทนไฟให้เป็นสิ่ง

ปลูกสร้างชั้นเยี่ยมโดยไม่ได้กำหนดให้เหล็กหรือโลหะต้องมีวัสดุหรือฉนวนห่อหุ้ม เพื่อให้โครงสร้างเหล็ก สามารถทนไฟได้ ในเวลาพอควรจึงสามารถรักษาเสถียรภาพของอาคารไว้ นานพอมีเวลาผจญเพลิงเพื่อลดความสูญเสียทรัพย์สิน รวมทั้งมีเวลาให้ผู้ที่ติด อยู่ในอาคารขณะเพลิงไหม้หนีไฟได้ก่อนอาคารจะวิบัตินั้น จึงเป็นความผิดพลาดทางมาตรฐาน การป้องกันอัคคีภัยที่ส่งเสริม ให้เจ้าของอาคารเฉพาะอย่างยิ่งอาคารโรงงานที่มีโครงสร้างเหล็กที่สามารถ ยืนอยู่ในไฟได้เพียง 20 นาทีเท่านั้น เพราะราคาถูก สร้างได้รวดเร็วมองเห็นผลประโยชน์ตอบแทน จากการลงทุนมากกว่าความปลอดภัย ทั้งยังได้รับการกำหนดให้เป็นสิ่งปลูกสร้างชั้นเยี่ยม ในพิกัดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย จึงเสียเบี้ยประกันภัยกว่าสิ่งปลูกสร้างชั้นอื่นๆอีกด้วย หากไม่มีแรงจูงใจสนับสนุนก็จะลงทุนเฉพาะ เท่าที่กฎหมายบังคับ หากเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยง จึงควรกำหนดมาตรการต่างๆในการเพิ่มหรือลดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภั ยเพื่อสร้างแรงจูงใจ ให้ผู้ลงทุน จัดให้มีระบบความปลอดภัยในอาคาร

ลำดับชั้นสิ่งปลูกสร้างที่กำหนดใหม่

ปัจจัยหลักที่นำมาพิจารณา

  1. วัสดุก่อสร้างจำแนกตามอัตราความทนไฟ ออกเป็น 3 ประเภท
    1. วัสดุทนไฟ หมายถึงวัสดุที่ไม่เป็นเชื้อเพลิง อาจไหม้แต่ไม่ติดไฟง่ายหรือไหม้ช้ามาก ต่อต้านการลุกลามของไฟ สามารถรักษาคุณสมบัติไว้ได้
    2. วัสดุต้านไฟ หมายถึง วัสดุที่ไม่ติดไฟ หรือลุกไหม้เมื่อถูกไฟ
    3. วัสดุติดไฟ หมายถึง วัสดุที่เป็นเชื้อเพลิง
  2. องค์ประกอบอาคาร
    1. องค์ประกอบอาคาร ที่มีผลต่อการกำหนดชั้นของสิ่งปลูกสร้าง 
      โครงสร้างอาคารส่วนสำคัญหมายถึง เช่นเสา คานกำแพงรับแรง และพื้นเป็นส่วนที่สำคัญต่อเสถียรภาพ ของตัวอาคารทั้งหลัง
    2. องค์ประกอบอาคาร ที่มีผลต่อการเพิ่มหรือ ลดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย 
      ผนัง และวัสดุมุงหลัง ซึ่งเป็นผลต่อการลุกลามของไฟ
  3. ประเภทของอาคาร จำแนกตามลักษณะการใช้งานของอาคาร
    1. อาคารที่มีอัตราการเสี่ยงจากอัคคีภัยเกิดขึ้นไม่รุนแรง เช่นบ้านพักอาศัย ตึกแถวความสูงไม่เกิน 4 ชั้น
    2. อาคารที่มีอัตราการเสี่ยงจากอัคคีภัยรุนแรงปานกลาง เช่นโรงจอดรถยนต์ โรงงานผลิตอาหาร
    3. อาคารที่มีอัตราการเสี่ยงจากอัคคีภัยที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงมาก อาคารประเภทนี้มีลักษณะการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับ วัสดุที่เป็นเชื้อเพลิงเหลว เช่นโรงเลื่อย โรงงานประกอบรถยนต์

ลำดับชั้นของสิ่งปลูกสร้าง แบ่งตามลักษณะการใช้งานอาคาร ออกเป็น 2 กลุ่มคือ

ก. สำหรับอาคารประเภทอยู่อาศัย หรือตึกแถวที่มีความสูงไม่เกิน 4 ชั้น อาคารที่จัดอยู่ในประเภทนี้ จะถือว่ามีอัตราการเสี่ยงจากอัคคีภัยไม่รุนแรง



  • สิ่งปลูกสร้างชั้น 1 อาคารที่มีโครงสร้างหลักเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กหรือมีฉนวนห่อหุ้ม และผนังทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หิน อิฐฉาบปูน 2 ด้านมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ผนังทั้งหมด
  • สิ่งปลูกสร้างชั้น 2 อาคารที่มีโครงสร้างหลักเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก หรือเหล็กที่มีฉนวนห่อหุ้ม และผนังทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หิน อิฐฉาบปูน 2 ด้าน ระหว่าง 50- 80 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ผนังทั้งหมด
  • สิ่งปลูกสร้างชั้น 3 อาคารที่ไม่มีลักษณะดังที่กำหนดในสิ่งปลูกสร้างชั้น 1 และชั้น 2 ให้ถือเป็นสิ่งปลูกสร้างชั้น 3

ข . สำหรับอาคารประเภทอื่นๆ ที่ไม่ได้กำหนดไว้ในข้อ ก.

อาคารประเภทนี้ถือว่ามีอัตราการเสี่ยงที่เกิดจากอัคคีภัยที่เกิดขึ้น รุนแรงปานกลางถึง รุนแรงมาก

  • สิ่งปลูกสร้างชั้น 1
    • เสา กำแพงรับแรง ทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เหล็กหรือวัสดุที่มีความทนไฟ หรือมีฉนวนห่อหุ้มห่อหุ้ม ให้มีอัตราทนไฟไม่น้อย 3 ชั่วโมง 
    • คาน พื้น ทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เหล็กหรือวัสดุที่มีความทนไฟ หรือมีฉนวนทนไฟห่อหุ้มให้มีอัตรา ทนไฟไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง 
  • สิ่งปลูกสร้างชั้น 2

    • เสา กำแพงรับแรง ทำด้วยเหล็กที่มีฉนวนทนไฟห่อหุ้มให้มีอัตราความทนไฟ หรือมีฉนวนทนไฟห่อหุ้มให้มี อัตราทนไฟไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง หรือวัสดุที่มีความทนไฟ หรือมีฉนวนทนไฟห่อหุ้มมีอัตราทนไฟไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง
    • คาน พื้น ทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เหล็กหรือวัสดุที่มีความทนไฟ หรือมีฉนวนทนไฟห่อหุ้มให้มีอัตราทนไฟ ไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง หรือวัสดุที่มีความทนไฟ หรือมีฉนวนทนไฟห่อหุ้มมีอัตรา ทนไฟไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง
  • สิ่งปลูกสร้างชั้น 3 หมายถึง อาคารที่ไม่มีลักษณะตามที่กำหนดไว้ในสิ่งปลูกสร้างชั้น 1 หรือสิ่งปลูกสร้างชั้น 2 ให้ถือเป็นสิ่งปลูกสร้างชั้น 3

หมายเหตุ ในกรณีที่องค์ประกอบอาคารใดไม่ครบตามข้อกำหนด ให้ถือว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างชั้นที่ต่ำกว่าถัดไป

องค์ประกอบอาคารที่มีผลต่อการเพิ่มหรือลดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย


  1. ผนัง
    1. ผนังทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หิน อิฐฉาบปูน 2 ด้านมากกว่าร้อยละแปดสิบของพื้นที่ผนังทั้ง หมดมีส่วนลดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย
    2. ผนังทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หิน อิฐฉาบปูน 2 ด้านมากกว่าร้อยละห้าสิบถึงแปดสิบของพื้นที่ผนังทั้งหมด ไม่มีส่วนลดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย
    3. ผนังทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หิน อิฐฉาบปูน 2 ด้านน้อยกว่าร้อยละห้าสิบของพื้นที่ผนังทั้งหมด มีส่วนเพิ่มอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย
  2. วัสดุมุงหลังคาที่เป็นผ้าใบ ใยสังเคราะห์ กระเบื้องไม้ หรือวัสดุธรรมชาติอย่างอื่นมีส่วนเพิ่มอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย

จุดเด่นของการปรับปรุงลำดับชั้นของสิ่งปลูกสร้าง ในครั้งนี้

  1. มีเอกสารแนบท้ายการกำหนดลำดับชั้นของสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งประกอบด้วยประเภทการทนไฟของวัสดุต่างๆ ที่ใช้ในการ ประกอบเป็นโครงสร้างอาคาร ปรับให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีโดยไม่ต้องแก้ไขในหลักการ
  2. ถูกต้องตามหลักวิชาการ และมาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย ทั้งของประเทศไทย และสากล

การพิจารณากำหนดลำดับชั้นของสิ่งปลูกสร้างใหม่ ใช้เกณฑ์มาตรฐานการป้องกันอัคคีภัยฉบับใหม่ของวิศวกรรม สถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ คณะกรรมการร่างมาตรฐานฉบับนี้ประกอบด้วยวิศวกร และสถาปนิก ได้ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้สูงขึ้น และสอดคล้องกับมาตรฐาน NATIONAL FIRE PROTECTION ASSOCIATION (NFPA) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก และพัฒนาต่อจาก ฉบับปี 2536 ที่ไม่ทันกับการก่อสร้างอาคารใหม่ๆ ก่อให้เกิดความเสียหาย จากอัคคีภัยอย่างมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา

เนื่องจากปัจจุบัน กฎหมายควบคุมอาคารยังไม่สามารถคุ้มครองความปลอดภัยของชีวิต และทรัพย์สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาคารที่มีความสูงตั้งแต่ 23 เมตร หรือ 8 ชั้นขึ้นไปอาคารสาธารณะ หรืออาคารที่มีลักษณะการใช้งานที่มีอัตราเสี่ยงรุนแรง เมื่อเปรียบเทียบกฎมายควบคุมอาคาร ของประเทศที่พัฒนาแล้ว จะมีการกำหนดชัดเจนลงไปเลยว่า องค์ประกอบอาคาร ทั้งงานวิศวกรรมโครงสร้างที่มีผลต่อเสถียรภาพของอาคาร หรืองานสถาปัตยกรรม ซึ่งผลต่อการลุกลามของไฟนั้น จะต้องใช้วัสดุที่มีอัตราการทนไฟกี่ชั่วโมง เพื่อเป็นการป้องกันชีวิต และทรัพย์สินของผู้อยู่อาศัยในอาคารนั้น อีกประการหนึ่ง ความสามารถในการ ดับเพลิงของกรุงเทพมหานครที่มีศักยภาพสูงสุดในประเทศไทยนั้น สามารถดับเพลิง ได้สูงสุด 200 ฟุต หรือเท่ากับอาคาร 18 ขั้น และสำหรับภูมิภาคเฉพาะในเมืองใหญ่เท่านั้น ที่สามารถดับเพลิงได้สูง 100 ฟุต หรือเท่ากับอาคาร 9 ชั้นการดับเพลิง จากภายนอกอาคารโดยการฉีดน้ำเพื่อสกัดการ ลุกลามของไฟ จากอาคารที่เกิดเพลิงไหม้ไปยัง อาคารข้างเคียง ส่วนการดับเพลิงในอาคารที่กำลังเกิดไฟไหม้อยู่นั้น ไม่สามารถดับเพลิงจากภายนอกได้ พนักงานผจญเพลิง จะต้องเข้าไปดับเพลิงในอาคารโดยบันได ที่มีความสูงไม่เกินอาคาร 18 ชั้น แล้วจึงใช้อุปกรณ์ดับเพลิงที่ติดตั้งอยู่ ในอาคารนั้นเองฉะนั้นอาคารสูง จึงต้องสามารถช่วยเหลือตัวเองได้โดย จะต้องติดตั้งระบบดับเพลิงที่มีมาตรฐาน สามารถทำงานด้วยตัวเองทันที ที่เกิดเพลิงไหม้ มีบันไดหนีไฟจากชั้นสูงสุดสู่พื้นดิน เพื่อช่วยให้ผู้ที่ติดไฟอยู่ในอาคาร หนีออกมาได้โดยปลอดภัย และมีพื้นที่ดาดฟ้าขนาดกว้าง ยาวด้านละไม่น้อยกว่า 6 เมตรเป็นที่ว่างเพื่อใช้ในการหนีไฟ ทางอากาศได้ โดยปลอดภัยอีกทางหนึ่งด้วย

การออกแบบอาคารเพื่อลดความเสี่ยงต่ออัคคีภัย สามารถทำได้โดยจะต้องมีการวางแผน ตั้งแต่มีการออกแบบโดยวิศวกร และสถาปนิก จะต้องมีความรู้ความเข้าใจที่จะเลือกใช้วัสดุก่อสร้างให้เหมาะสม กับโครงสร้างอาคารสามารถรักษา เสถียรภาพ ของโครงสร้างอาคาร ทั้งระบบ ได้ภายใต้อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเพื่อควบคุมไฟไม่ให้ลุกลาม ไปที่ส่วนอื่น ของอาคารได้เป็นต้น

กรมการประกันภัยไม่มีอำนาจในการควบคุมการออกแบบอาคารโดยตรง แต่ก็ควรมีบทบาทในการส่งเสริมให้อาคาร ที่เอาประกันภัย ให้ได้รับการออกแบบที่เสี่ยงต่ออัคคีภัยน้อยลง และสามารถควบคุมความเสียหายให้อยู่ในขีดจำกัดได้ การกำหนดพิกัดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย ที่เหมาะสมกับกับสภาพเสี่ยงต่ออัคคีภัย การมีส่วนลดเบี้ยประกันอัคคีภัย เพื่อเป็นแรงจูงใจให้กับอาคารที่มีลักษณะการเสี่ยงภัยน้อย และในทำนองเดียวกันสมาคมประกันวินาศภัย ควรให้ความร่วมมือในการปฏิเสธการรับประกันอัคคีภัย อาคารที่มีความเสี่ยงต่ออัคคีภัยสูงจัดทำข้อเสนอแนะ ในการปรับปรุงการป้องกัน และระงับอัคคีภัยจนกว่าผู้เอาประกันภัย จะดำเนินการแก้ไขให้ได้มาตรฐานตามที่กำหนด โดยใช้ส่วนลดเบี้ยประกันอัคคีภัย ซึ่งควรลดมากเพียงพอเป็นแรงจูงใจ

หมายเหตุ ปัจจุบัน นิยามลำดับชั้นสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด ได้ถูกกำหนดไว้ในประกาศ นายทะเบียนประกันวินาศภัยแล้ว แต่ถูกยกเว้นการบังคับในหัวข้อ ข . สำหรับอาคารที่ไม่ได้กำหนดไว้ในข้อ ก.

โดย นางสาวนวลศรี อนันตกูล

ฝ่ายเขตการรับประกันภัย

    สถานะข้อมูล: 
    ใช้งาน