องค์ประกอบเชิงวิศวกรรม และสถาปัตยกรรมในพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัย

การนำระบบพิกัดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัยมาบังคับใช้กับทรัพย์สิน ที่เอาประกันภัย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิด ความถูกต้องเหมาะสมและเป็นธรรมระหว่างผู้เอาประกันภัยและผู้รับประกันภัยนั้นองค์ประกอบเชิงวิศวกรรม และสถาปัตยกรรม ที่กาหนดไว้ในพิกัดจาเป็นต้องถูกต้องตามหลักวิชาการและทันต่อสภาพความเป็นจริงที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยจึงจะส่งผลให้ ผู้เอาประกันภัยเสียเบี้ยประกันอัคคีภัยตามสภาพความเสี่ยงภัยที่แท้จริงของทรัพย์สินที่เอาประกันภัยทั้งความเสี่ยงภัยภายใน ที่เกิดจากลักษณะสิ่งปลูกสร้างลักษณะการใช้งานของอาคารและที่ตั้งของทรัพย์สินเองหรือความเสี่ยงที่เกิดจากภายนอก การกาหนดเขตให้บริษัทประกันภัยรับประกันอัคคีภัยตามที่กฎหมายกำหนด ใช้เป็นมาตรการป้องกันภัยจากภายนอก และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้เอาประกันอีกทางหนึ่งด้วย

    อีกประการหนึ่งการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ มีผลให้เกิดการขยายตัวของเมืองไปอย่างรวดเร็วในขณะที่กฎหมาย ควบคุมอาคารที่มีอยู่ในปัจจุบันยังล้าสมัย ให้ความสำคัญกับระบบความปลอดภัยอาคารโดยเฉพาะระบบการป้องกันอัคคีภัย น้อยไปจึงยังไม่สามารถคุ้มครองชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากมายในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทั้งๆที่เป็นความเสี่ยงที่สามารถบรรเทาได้ บุคคลในวงการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถาปนิก และวิศวกร เริ่มมองเห็นความสำคัญของการประกันภัย โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) มีอำนาจหน้าที่ในการกาหนดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย รวมทั้งมาตรการต่างๆที่สามารถสร้างแรงจูงใจให้ผู้ลงทุนจัดให้มีระบบความปลอดภัยในอาคาร ลดความเสี่ยงต่ออัคคีภัยลงได้้

    สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ตระหนักถึงการมีส่วนร่วมในการลด ความเสี่ยงต่ออัคคีภัย จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาปรับปรุง พิกัดอัตราเบี้ยเบี้ยประกันอัคคีภัยเพื่อให้การปรับปรุงครบวงจรทุกองค์ประกอบในการจัดทำพิกัด เพราะเป็นการรื้อทั้งระบบ ครั้งแรกของกรมการประกันภัยจึงมีคณะทำงานกลุ่มย่อยทบทวนองค์ประกอบเชิงวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมในการกำหนดลำดับชั้นของสิ่งปลูกสร้าง การกำหนดระดับความเสี่ยงภัยของท้องที่ต่างๆ ซึ่งจะส่งผลถึงการพิจารณากำหนดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัยให้ถูกต้องตามสภาพเสี่ยงภัยที่แท้จริง และคณะทำงานกลุ่มย่อยทบทวนการกำหนดประเภท และส่วนลดอุปกรณ์ดับเพลิง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เจ้าของทรัพย์สินที่เอาประกันภัยจัดให้มีระบบป้องกันเพลิงไหม ้หรือระบบดับเพลิงอัตโนมัติ เช่นระบบเครื่องพรมน้ำดับเพลิงหรือระบบดับเพลิงอัตโนมัติหรือระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิง (automatic sprinkle system) หรือระบบอื่นที่เทียบเท่าที่สามารถทำงานได้ด้วยตัวเองทันทีเมื่อมีเพลิงไหม้ โดยให้สามารถทำงานครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดทุกชั้น จะมีอัตราส่วนลดเบี้ยประกันอัคคีภัย ได้ถึงร้อยละ ห้าสิบ

    ขณะนี้คณะทำงานกลุ่มย่อยได้ดำเนินงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากตัวแทนของ ส่วนราชการที่กำกับดูแลงานด้านความปลอดภัยในอาคารให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายตัวแทนจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ตัวแทนจากสมาคม สถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์และตัวแทนจากสมาคมประกันวินาศภัย นับเป็นครั้งแรกอีกเช่นกันที่มีการระดมมันสมองจากบุคคลากรทุกสายอาชีพที่เกี่ยวข้องสามารถสรุปข้อกำหนดและมาตรการต่างๆ ซึ่งเป็นผลให้เกิดประโยชน์ต่อทางราชการเป็นอย่างยิ่ง

    องค์ประกอบเชิงวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม ที่มีความสำคัญกับพิกัดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย เหตุผลและความจำเป็นที่ต้องกำหนดใหม่มีดังนี้

 ๑.การกำหนดเขตการรับประกันอัคคีภัย 

    เขตการรับประกันอัคคีภัย คือพื้นที่บริเวณหรืออาคารที่นายทะเบียนกำหนดให้เป็นวินาศภัยอันเดียวกัน หมายความว่า เมื่อเกิดอัคคีภัยแล้วอาจจะไหม้หมดทั้งพื้นที่บริเวณแต่ต้องไม่ไหม้ลุกลามออกนอกเขตไปยังเขตอื่นโดยอาศัยแนวต้านไฟเป็นหลัก วัตถุประสงค์ของการกำหนดเขตเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการกำกับธุรกิจประกันอัคคีภัยทรัพย์สิน ในแต่ละเขตการรับประกันอัคคีภัย มีจำนวนเงินการเอาประกันอัคคีภัยไม่เกินร้อยละสิบของเงินกองทุนของบริษัท ซึ่งเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นกับทรัพย์สินนั้นแล้ว จะไม่กระทบต่อฐานะการเงินของบริษัทประกันภัย

    การขยายตัวของชุมชนเมืองในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และเมืองสำคัญ ในภูมิภาคกำลังเข้าสู่ยุคการขยายตัวเป็นชุมชนเมืองขนาดใหญ่ ทั้งนี้เพราะเมืองเป็นเครื่องมืออันสำคัญยิ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ สภาพทางกายภาพของเมืองมีการเปลี่ยนแปลง มีการวางผังเมืองเพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาเมือง สิ่งปลูกสร้างขยายตัวในแนวตั้งและซับซ้อนมากขึ้นความจำเป็นที่ต้องกำหนดเขตเพิ่มมากขึ้น เพราะเป็นการส่งเสริมให้บริษัทสามารถรับประกันภัยตามที่กฎหมายกำหนดได้มากขึ้นส่งผลดีต่อธุรกิจประกันภัย การขยายตัวของชุมชนในแนวตั้ง มีอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษเกิดขึ้นมากมาย ความเสี่ยงต่ออัคคีภัยเปลี่ยนแปลงจากแนวราบมาเป็นแนวตั้งก็ยิ่งมีความจำเป็น ต้องศึกษาหลักวิชาการกำหนดขนาดของแนวต้านไฟที่เป็นมาตรฐานสามารถกันไฟได้

    อีกประการหนึ่งตามกฎกระทรวงมหาดไทยฉบับที่ 33 บังคับให้อาคารสูง หรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษจะต้องมีถนน หรือที่ว่างปราศจากสิ่งปกคลุมโดยรอบอาคารไม่น้อยกว่า 6.00 เมตร จึงทำให้อาคารเหล่านี้มีลักษณะเป็นภัยโดดเดี่ยว และถือเป็น หนึ่งเขตการรับประกันอัคคีภัย ระบบการป้องกัน และระงับอัคคีภัยภายในอาคารที่กฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 33 บังคับต้องจัดให้มีระบบดับเพลิงแบบอัตโนมัติเช่น sprinkler system หรือระบบอื่นที่เทียบเท่า โดยให้สามารถทำงาน ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดทุกชั้น จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาให้สามารถทำงานได้ทันทีเมื่อมีเพลิงไหม้้

   ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ประกาศกำหนดเขตการรับประกันอัคคีภัยทั่วประเทศ 5,114 เขตเป็นเขตในกรุงเทพมหานคร 1,610 เขตและในภูมิภาค 3,504 เขต

๒.การกำหนดชั้นของเมือง

ชั้นของเมือง คือระดับความเสี่ยงต่ออัคคีภัยของเขตการรับประกันอัคคีภัยเนื่องสภาพสิ่งปลูกสร้าง และสภาพแวดล้อม ทำให้เขตมีความเสี่ยงภัยไม่เท่ากัน ซึ่งขึ้นอยู่กับอัตราการทนไฟของสิ่งปลูกสร้างในเขตนั้นๆ การป้องกันอัคคีภัยมิให้เกิดขึ้น หรือเมื่อเกิดอัคคีภัยแล้วสามารถควบคุมและระงับอัคคีภัยได้เพียงใด นั่นคือองค์ประกอบในการพิจารณาผลของการจัดชั้นของเมือง เป็นมาตรการคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของผู้เอาประกันภัย ให้เสียเบี้ยประกันอัคคีภัยตามสภาพความเสี่ยงภัยที่แท้จริงของทรัพย์สิน

 การกำหนดชั้นของเมืองในปัจจุบันมี 2 ระบบคือ

 ระบบที่ 1 ใช้กับท้องที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และเมืองใหญ่ในภูมิภาคที่นายทะเบียนกำหนด แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ

 1. เขตธรรมดาทั่วไป หมายถึงเขตการรับประกันอัคคีภัย ที่มีสิ่งปลูกสร้างประกอบด้วย วัสดุทนไฟหรือต้านไฟได้ไม้น้อยกว่าร้อยละ แปดสิบของสิ่งปลูกสร้างภายในเขต และสิ่งปลูกสร้างว่างถึงหนาแน่นปานกลาง

 2. เขตอันตรายชั้น ก หมายถึงเขตการรับประกันภัยที่มีสิ่งปลูกสร้างประกอบด้วยไม้ หรือวัสดุติดไฟร้อยละห้าสิบถึงแปดสิบ ของสิ่งปลูกสร้างภายในเขต และสิ่งปลูกสร้างมีความหนาแน่น

 3. เขตอันตรายชั้น ข หมายถึงเขตการรับประกันอัคคีภัย ที่มีสิ่งปลูกสร้างประกอบด้วยไม้หรือวัสดุติดไฟมากกว่าร้อยละแปดสิบ ของสิ่งปลูกสร้างภายในเขต และสิ่งปลูกสร้างมีความหนาแน่นมาก รถดับเพลิงไม่สามารถเข้าไปดับเพลิงได้

ระบบที่ 2 ใช้กับท้องที่ในส่วนภูมิภาคทั่วไป

ด้วยเหตุที่เมืองในภูมิภาคของประเทศไทยชุมชนเมืองได้รับการพัฒนาแตกต่างกันค่อนข้างมากทั้งทางด้านผังเมือง ลักษณะของสิ่งปลูกสร้าง การสาธารณูปโภค การบริการสาธารณะ เช่นการบรรเทาสาธารณภัย และสภาพแวดล้อม พรบ.ควบคุมอาคารใช้บังคับเฉพาะภายในเขตเทศบาล หรือสุขาภิบาลเท่านั้นทำให้ไม่สามารถพัฒนาเมืองอย่างมีระบบได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวการกำหนดชั้นของเมืองจำเป็นต้องให้สอดคล้องกับสภาพ เมืองที่มีความแตกต่างกัน แบ่งออกเป็น 5 ระดับ

๓.ปัจจัยหลักและความสำคัญที่นำมาพิจารณา    

หลักการดังกล่าวข้างต้น ได้นำมาให้คะแนนความบกพร่องของปัจจัยหลักของการพิจารณากำหนดระดับความเสี่ยงภัยของท้องที่ ในส่วนภูมิภาคตั้งแต่ประกาศนายทะเบียนฯประกาศบังคับใช้ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2511 นับว่าเป็นเกณฑ์ที่ประสบผลสำเร็จดีพอใช้ สามารถใช้เป็นแนวทางในการให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เอาประกันภัยได้ในระยะหนึ่ง

  1. ลักษณะทางกายภาพ ได้แก่สิ่งปลูกสร้างและความหนาแน่น ซึ่งมีผลต่อการลุกลามของไฟภายในเขต
  2. แนวต้านไฟ ได้แก่ แนวทางรถไฟ แม่น้ำ ลำคลอง ป้องกันมิให้ภัยจากภายนอกลุกลามเข้ามาในเขต
  3. การระงับอัคคีภัย ได้แก่การดับเพลิงสาธารณะ และแหล่งน้ำ

ปัจจุบันปัจจุบันประเทศไทยกำลังพัฒนา การขยายตัวของเมืองเป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีระบบขึ้นเกิดชุมชนเมืองขึ้นมากโดยเฉพาะ ในส่วนภูมิภาคที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะนำความเจริญ และกระจายรายได้สู่ภูมิภาค การขยายตัวในภูมิภาค ยังเป็นการขยายตัวในแนวราบ ความเจริญบางท้องที่ขยายออกนอกเขตเทศบาลหรือเขตสุขาภิบาล การกำหนดเขตเทศบาล หรือสุขาภิบาลตามไม่ทันความเจริญของ ชุมชนเมืองที่เริ่มมีความแตกต่างกันน้อยลงจากการที่ฝ่ายเขตการรับประกันภัย ซึ่งมีหน้าที่ความรับผิดชอบโดยตรงได้ออกสำรวจเก็บข้อมูล ในพื้นที่ที่ปรากฏว่าจำนวนเขตการรับประกันอัคคีภัยในภูมิภาค จำนวนมากที่ยังมีระดับความเสี่ยงภัยไม่ตรงกับข้อเท็จจริง จึงเป็นการสร้าง ความไม่เป็นธรรมต่อผู้เอาประกันภัยที่มีทรัพย์สิน ที่เอาประกันภัยอยู่ในเขตนั้นๆ ต้องถูกบังคับให้เสียเบี้ยประกันภัยแพงโดยใช้ระบบพิกัด

  ฉะนั้น การกำหนดชั้นของเมืองที่ใช้อยู่ในปัจจุบันควรที่จะได้รับการทบทวนใหม่อยู่เสมอ (ปัจจุบันได้กำหนดให้อำเภอเมือง เกือบทุกจังหวัดและบางอำเภอสำคัญให้ใช้ระบบการกำหนดชั้นของเมืองแบบที่1) เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพชุมชนเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป

วิธีการดำเนินการ

  ใช้ปัจจัยหลัก และความสำคัญที่นำมาพิจารณาเช่นเดิม แต่แก้ไขวิธีการให้คะแนนความบกพร่องของปัจจัยหลักจากที่มี 5 ระดับ ให้เหลือเพียง 3 ระดับ

หลักเกณฑ์การกำหนดชั้นของเมือง แบ่งออกเป็น 5 ระดับ

1 . ลักษณะและความสำคัญของแต่ละลักษณะที่ได้รับการพิจารณา

 
 ร้อยละ(%)
   คะแนน
ก. สิ่งปลูกสร้าง 
30  
3,000
ข. ความหนาแน่น 
20   
2,000
ค. แหล่งน้ำ
20 
2,000
ง. การดับเพลิงสาธารณะ
20  
2,000
จ. ปัจจัยภายนอก
10  
1,000
 รวม  
100  
 10,000

2. การตั้งชั้นของเมืองตามคะแนนที่ได้รับ

คะแนนความบกพร่อง 
  เป็นชั้นเมือง
0 - 2,500
1
2,501 - 4,500
2
4,501 - 10,000
3

การกำหนดลำดับชั้นของสิ่งปลูกสร้าง

ลำดับชั้นสิ่งปลูกสร้างที่กำหนดใหม่

ปัจจัยหลักที่นำมาพิจารณา

  • วัสดุก่อสร้างจำแนกตามอัตราความทนไฟ ออกเป็น 3 ประเภท
    • วัสดุทนไฟ หมายถึงวัสดุที่ไม่เป็นเชื้อเพลิง อาจไหม้แต่ไม่ติดไฟง่ายหรือไหม้ช้ามากต่อต้านการลุกลามของไฟ สามารถรักษาคุณสมบัติไว้ได้
    • วัสดุต้านไฟ หมายถึง วัสดุที่ไม่ติดไฟ หรือลุกไหม้เมื่อถูกไฟ
    • วัสดุติดไฟ หมายถึง วัสดุที่เป็นเชื้อเพลิง
  • องค์ประกอบอาคาร
    • องค์ประกอบอาคาร ที่มีผลต่อการกำหนดชั้นของสิ่งปลูกสร้าง 
    • -โครงสร้างอาคารส่วนสำคัญหมายถึง เช่นเสา คานกำแพงรับแรง และพื้นเป็นส่วนที่สำคัญต่อเสถียรภาพ ของตัวอาคารทั้งหลัง
    • องค์ประกอบอาคาร ที่มีผลต่อการเพิ่มหรือ ลดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย 
    • -ผนัง และวัสดุมุงหลัง ซึ่งเป็นผลต่อการลุกลามของไฟ
       
  • ประเภทของอาคาร จำแนกตามลักษณะการใช้งานของอาคาร
    • อาคารที่มีอัตราการเสี่ยงจากอัคคีภัยเกิดขึ้นไม่รุนแรง เช่นบ้านพักอาศัย ตึกแถวความสูงไม่เกิน 4 ชั้น
    • อาคารที่มีอัตราการเสี่ยงจากอัคคีภัยรุนแรงปานกลาง เช่นโรงจอดรถยนต์ โรงงานผลิตอาหาร
    • อาคารที่มีอัตราการเสี่ยงจากอัคคีภัยที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงมาก อาคารประเภทนี้มีลักษณะการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับ วัสดุที่เป็นเชื้อเพลิงเหลว เช่นโรงเลื่อย โรงงานประกอบรถยนต์

ลำดับชั้นของสิ่งปลูกสร้าง แบ่งตามลักษณะการใช้งานอาคาร ออกเป็น 2 กลุ่มคือ

​ก. สำหรับอาคารประเภทอยู่อาศัย หรือตึกแถวที่มีความสูงไม่เกิน 4 ชั้น อาคารที่จัดอยู่ในประเภทนี้ จะถือว่ามีอัตราการเสี่ยงจากอัคคีภัยไม่รุนแรง

สิ่งปลูกสร้างชั้น 1 อาคารที่มีโครงสร้างหลักเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กหรือมีฉนวนห่อหุ้ม และผนังทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หิน อิฐฉาบปูน 2 ด้าน มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ผนังทั้งหมด

สิ่งปลูกสร้างชั้น 2 อาคารที่มีโครงสร้างหลักเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก หรือเหล็กที่มีฉนวนห่อหุ้ม และผนังทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หิน อิฐฉาบปูน 2 ด้าน ระหว่าง 50- 80 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ผนังทั้งหมด

สิ่งปลูกสร้างชั้น 3 อาคารที่ไม่มีลักษณะดังที่กำหนดในสิ่งปลูกสร้างชั้น 1 และชั้น 2 ให้ถือเป็นสิ่งปลูกสร้างชั้น 3

ข . สำหรับอาคารประเภทอื่นๆ ที่ไม่ได้กำหนดไว้ในข้อ ก.

 อาคารประเภทนี้ถือว่ามีอัตราการเสี่ยงที่เกิดจากอัคคีภัยที่เกิดขึ้น รุนแรงปานกลางถึง รุนแรงมาก

สิ่งปลูกสร้างชั้น 1

  1. เสา กำแพงรับแรง ทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เหล็กหรือวัสดุที่มีความทนไฟ หรือมีฉนวนห่อหุ้มให้มีอัตราทนไฟไม่น้อย 3 ชั่วโมง 
  2. คาน พื้น ทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เหล็กหรือวัสดุที่มีความทนไฟ หรือมีฉนวนทนไฟห่อหุ้มให้มีอัตรา ทนไฟไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง

สิ่งปลูกสร้างชั้น 2

  1. เสา กำแพงรับแรง ทำด้วยเหล็กที่มีฉนวนทนไฟห่อหุ้มให้มีอัตราความทนไฟ หรือมีฉนวนทนไฟห่อหุ้มให้มี อัตราทนไฟไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง หรือวัสดุที่มีความทนไฟ หรือมีฉนวนทนไฟห่อหุ้มมีอัตราทนไฟไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง
  2. คาน พื้น ทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เหล็กหรือวัสดุที่มีความทนไฟ หรือมีฉนวนทนไฟห่อหุ้มให้มีอัตราทนไฟ ไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง หรือวัสดุที่มีความทนไฟ หรือมีฉนวนทนไฟห่อหุ้มมีอัตรา ทนไฟไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง

สิ่งปลูกสร้างชั้น 3

 หมายถึง อาคารที่ไม่มีลักษณะตามที่กำหนดไว้ในสิ่งปลูกสร้างชั้น 1 หรือสิ่งปลูกสร้างชั้น 2 ให้ถือเป็นสิ่งปลูกสร้างชั้น 3

หมายเหตุ ในกรณีที่องค์ประกอบอาคารใดไม่ครบตามข้อกำหนดให้ถือว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างชั้นที่ต่ำกว่าถัดไป

องค์ประกอบอาคารที่มีผลต่อการเพิ่มหรือลดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย

  1. ผนัง
    1. ผนังทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หิน อิฐฉาบปูน 2 ด้านมากกว่าร้อยละแปดสิบของพื้นที่ผนังทั้ง หมดมีส่วนลดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย
    2. ผนังทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หิน อิฐฉาบปูน 2 ด้านมากกว่าร้อยละห้าสิบถึงแปดสิบของพื้นที่ผนังทั้งหมด ไม่มีส่วนลดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย
    3. ผนังทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หิน อิฐฉาบปูน 2 ด้านน้อยกว่าร้อยละห้าสิบของพื้นที่ผนังทั้งหมด มีส่วนเพิ่มอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย
  2. วัสดุมุงหลังคาที่เป็นผ้าใบ ใยสังเคราะห์ กระเบื้องไม้ หรือวัสดุธรรมชาติอย่างอื่นมีส่วนเพิ่มอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย

จุดเด่นของการปรับปรุงลำดับชั้นของสิ่งปลูกสร้าง ในครั้งนี้

  1. มีเอกสารแนบท้ายการกำหนดลำดับชั้นของสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งประกอบด้วยประเภทการทนไฟของวัสดุต่างๆ ที่ใช้ในการ ประกอบเป็นโครงสร้างอาคาร ปรับให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีโดยไม่ต้องแก้ไขในหลักการ
  2. ถูกต้องตามหลักวิชาการ และมาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย ทั้งของประเทศไทยและสากล

การพิจารณากำหนดลำดับชั้นของสิ่งปลูกสร้างใหม่ใช้เกณฑ์มาตรฐานการป้องกันอัคคีภัยฉบับใหม่ของวิศวกรรม สถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ คณะกรรมการร่างมาตรฐานฉบับนี้ประกอบด้วยวิศวกร และสถาปนิก ได้ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้สูงขึ้น และสอดคล้องกับมาตรฐาน NATIONAL FIRE PROTECTION ASSOCIATION (NFPA)ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด ในโลกและพัฒนาต่อจาก ฉบับปี 2536 ที่ไม่ทันกับการก่อสร้างอาคารใหม่ๆ ก่อให้เกิดความเสียหายจากอัคคีภัยอย่างมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา

 เนื่องจากปัจจุบัน ยังไม่สามารถคุ้มครองความปลอดภัยของชีวิต และทรัพย์สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาคารที่มีความสูงตั้งแต่ 23 เมตร 
หรือ 8 ชั้นขึ้นไปอาคารสาธารณะหรืออาคารที่มีลักษณะการใช้งานที่มีอัตราเสี่ยงรุนแรงเมื่อเปรียบเทียบกฎมายควบคุมอาคารของประเทศ ที่พัฒนาแล้ว จะมีการกาหนดชัดเจนลงไปเลยว่าองค์ประกอบอาคาร ทั้งงานวิศวกรรมโครงสร้างที่มีผลต่อเสถียรภาพของอาคาร หรืองานสถาปัตยกรรม ซึ่งผลต่อการลุกลามของไฟนั้น จะต้องใช้วัสดุที่มีอัตราการทนไฟกี่ชั่วโมง เพื่อเป็นการป้องกันชีวิตและทรัพย์สิน ของผู้อยู่อาศัยในอาคารนั้น อีกประการหนึ่ง ความสามารถในการดับเพลิงของกรุงเทพมหานครที่มีศักยภาพสูงสุดในประเทศไทยนั้น สามารถดับเพลิง ได้สูงสุด 200 ฟุต หรือเท่ากับอาคาร 18 ขั้น และสำหรับภูมิภาคเฉพาะในเมืองใหญ่เท่านั้น ที่สามารถดับเพลิงได้สูง 100 ฟุต หรือเท่ากับอาคาร 9 ชั้นการดับเพลิง จากภายนอกอาคารโดยการฉีดน้ำเพื่อสกัดการลุกลามของไฟจากอาคารที่เกิดเพลิงไหม้ไปยัง อาคารข้างเคียง ส่วนการดับเพลิงในอาคารที่กำลังเกิดไฟไหม้อยู่นั้น ไม่สามารถดับเพลิงจากภายนอกได้ พนักงานผจญเพลิงจะต้องเข้าไป ดับเพลิงในอาคารโดยบันไดที่มีความสูงไม่เกินอาคาร 18 ชั้น แล้วจึงใช้อุปกรณ์ดับเพลิงที่ติดตั้งอย่ ในอาคารนั้นเอง ฉะนั้นอาคารสูงจึงต้อง สามารถช่วยเหลือตัวเองได้โดยจะต้องติดตั้งระบบดับเพลิงที่มีมาตรฐาน สามารถทำงานด้วยตัวเองทันทีที่เกิดเพลิงไหม้ มีบันไดหนีไฟ จากชั้นสูงสุดสู่พื้นดิน เพื่อช่วยให้ผู้ที่ติดไฟอยู่ในอาคาร หนีออกมาได้โดยปลอดภัย และมีพื้นที่ดาดฟ้าขนาดกว้าง ยาวด้านละไม่น้อยกว่า 6 เมตร เป็นที่ว่างเพื่อใช้ในการหนีไฟ ทางอากาศได้ โดยปลอดภัยอีกทางหนึ่งด้วย

   การออกแบบอาคารเพื่อลดความเสี่ยงต่ออัคคีภัยสามารถทำได้โดยจะต้องมีการวางแผนตั้งแต่มีการออกแบบโดยวิศวกร และสถาปนิก จะต้องมีความรู้ความเข้าใจที่จะเลือกใช้วัสดุก่อสร้างให้เหมาะสมกับโครงสร้างอาคารสามารถรักษา เสถียรภาพ ของโครงสร้างอาคาร ทั้งระบบ ได้ภายใต้อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเพื่อควบคุมไฟไม่ให้ลุกลามไปที่ส่วนอื่นของอาคารได้เป็นต้น

    สานักงานคณะกรรมการกากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยไม่มีอานาจในการควบคุมการออกแบบอาคารโดยตรง แต่ก็ควรมีบทบาทในการส่งเสริมให้อาคารที่เอาประกันภัยให้ได้รับการออกแบบที่เสี่ยงต่ออัคคีภัยน้อยลง และสามารถควบคุมความเสียหาย ให้อยู่ในขีดจากัดได้ การกำหนดพิกัดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัยที่เหมาะสมกับกับสภาพเสี่ยงต่ออัคคีภัย การมีส่วนลดเบี้ยประกันอัคคีภัย เพื่อเป็นแรงจูงใจให้กับอาคารที่มีลักษณะการเสี่ยงภัยน้อย และในทำนองเดียวกันสมาคมประกันวินาศภัย ควรให้ความร่วมมือในการปฏิเสธ การรับประกันอัคคีภัยอาคารที่มีความเสี่ยงต่ออัคคีภัยสูง จัดทำข้อเสนอแนะในการปรับปรุงการป้องกัน และระงับอัคคีภัยจนกว่าผู้เอาประกันภัย จะดำเนินการแก้ไขให้ได้มาตรฐานตามที่กำหนด โดยใช้ส่วนลดเบี้ยประกันอัคคีภัย ซึ่งควรลดมากเพียงพอเป็นแรงจูงใจ

ฝ่ายวิศวกรรมประกันภัย (update 12 มี.ค. 55)

                สถานะข้อมูล: 
                ใช้งาน